แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบคทีเรีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบคทีเรีย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565

“กลั้นปัสสาวะ” อาจเสี่ยง “ติดเชื้อในกระเเสเลือด”

 นอกจากโรคติดเชื้อ COVID-19 ที่กำลังเฝ้าระวังกันอย่างยิ่งในปัจจุบัน ปัญหาการติดเชื้อในกระแสเลือด ก็ยังคงเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต โดยเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย เพียงการกลั้นปัสสาวะ ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

3 เหตุผล ทำไมถึง "ห้ามนอน" ทั้งที่ "ผมเปียก"

 คุณผู้อ่านเคยรู้สึกขี้เกียจรอผมแห้งหลังจากอาบน้ำก่อนเข้านอน แล้วก็เลยล้มตัวลงนอนเลยโดยที่หัวยังไม่แห้งบ้างไหมคะ? ถ้าเคยล่ะก็ วันนี้ จะพาคุณมาดูว่าการ นอนทั้งที่ผมเปียก นั้นสามารถสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพได้โดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว แต่จะอันตรายมากน้อยแค่ไหนนั้น ไปติดตามกันได้ที่บทความนี้เลยค่ะ

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ฝีที่รักแร้" เกิดจากอะไร รักษา และป้องกันอย่างไร?



 หากใครเคยเป็นฝี น่าจะรู้ดีว่ามันเจ็บปวดทรมานแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเป็น "ฝีที่รักแร้" เพราะแค่จะนั่งหุบแขนแบบปกติบางทีก็ยังยาก แถมยังต้องกังวลอีกว่าฝีจะแตกจนหนองไหล หรือซึมเลอะเสื้อผ้าจนเสียความมั่นใจหรือเปล่า

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อาการแบบนี้ "ไวรัส" หรือ "แบคทีเรีย"

เมื่อเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนฤดูในทุกครั้ง สภาพอากาศรอบตัวเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากร้อนเป็นฝน จากฝนเป็นหนาว และจากหนาวเป็นร้อน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ ป่วยเป็นไข้หวัดกันได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรง ยิ่งจะป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย เมื่อมีอาการหวัดคนส่วนใหญ่ก็มักจะเข้าใจผิดว่าจะต้องรับประทานยาแก้อักเสบทุกครั้งไป

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563

"ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ" โรคที่เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย

แพทย์แนะวิธีดูอาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบ อาจมีอาการคล้ายกับปัญหาสุขภาพอื่น ๆ และเป็นได้ทุกเพศทุกวัย ระวังไม่ให้ติดเชื้อหรือเกิดบาดแผลเพื่อป้องกัน

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562

“เดินเท้าเปล่า-เด็กเล่นพื้นดิน” เสี่ยง “พยาธิชอนไชผิวหนัง”

“พยาธิชอนไชผิวหนัง” ไม่ได้มาจากอาหารการกิน แต่มาจากพยาธิตามพื้นดินที่สามารถชอนไชเข้าสู่ผิวหนังของเราได้ โดยเฉพาะคนที่เดินเท้าเปล่า หรือเด็กที่สวมเสื้อผ้าบาง ๆ นั่งเล่นบนพื้นทราย เสี่ยงผิวหนังอักเสบ คัน และอาจติดเชื้อได้

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562

“อาบน้ำ” หลังกลับจากท่องเที่ยวทันที อาจเสี่ยงโรคได้

ผู้เชี่ยวชาญเตือน หากเพิ่งกลับจากท่องเที่ยว หรือพักผ่อนนอกบ้านนาน ๆ อย่าเพิ่งเปิดฝักบัวแล้วอาบน้ำทันที เพราะอาจเสี่ยงโรคโดยไม่รู้ตัวได้

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

12 วิธีป้องกัน "หวัด" โรคยอดฮิต เป็นได้ตลอดทั้งปี

ไข้หวัดหรือโรคหวัด (Common cold) เป็นโรคที่พบบ่อยมาก ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก สาเหตุของไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง บางรายมีอาการอื่นแทรกซ้อน เช่น ไข้ ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว คลื่นไส้ ปวดหัว มึนหัว ปวดตัว เบื่ออาหาร ท้องเสีย เป็นต้น ซึ่งไข้หวัดนี้เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยการอยู่ใกล้ชิดกัน ตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงเรียน ออฟฟิศ หรือในสถานที่ที่มีคนเป็นจำนวนมาก เป็นต้น

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

รู้จักโรคระบาดจาก “สัตว์สู่คน” อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ปัจจุบันมีโรคติดต่ออุบัติใหม่จาก “สัตว์สู่คน” มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่ามีโรคชนิดใดบ้าง โรคจากสัตว์ติดต่อสู่คนได้อย่างไร และควรระมัดระวังการติดต่อของโรคจากสัตว์ชนิดใดบ้าง มีข้อมูลจาก  มาฝากกัน

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

“โรคตาแดง” แฝงมากับฤดูฝน

เข้าสู่ฤดูฝนบรรยากาศอันแสนชุ่มฉ่ำเย็นสบาย หลายคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงต้องเสี่ยงกับการเจ็บป่วย ซึ่งโรคตาแดงเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่เป็นกันในช่วงหน้าฝน แต่เอ๊ะ !! ทำไมต้องเป็นตอนฤดูฝน ฤดูกาลอื่นเป็นไม่ได้เหรอ?

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

"กระดูกอักเสบ" ภัยเงียบใกล้ตัว

หากมีไข้หนาวสั่น ปวดบวมตามกระดูก เคลื่อนไหวได้น้อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร  อย่ามองว่าเล็กน้อย อาจเป็นโรคกระดูกอักเสบได้

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

จักษุแพทย์เตือน “ไรขนตา” ทำตาอักเสบ ติดเชื้อ

จักษุแพทย์เตือน หากมีอาการคัน เคืองตา เปลือกตาอักเสบ ตากุ้งยิง ขนตาร่วงบ่อย ตาแห้ง อาจเกิดจากตัวไรขนตาที่ทำให้เกิดตาอักเสบได้

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ลุยน้ำลุยโคลนหน้าฝนระวัง! “เมลิออยด์” โรคติดต่ออันตรายถึงชีวิต


นอกจากหน้าร้อนจะเป็นฤดูที่พบโรคติดต่อมากที่สุดฤดูหนึ่งแล้ว ที่อันตรายไม่แพ้กันหรือหน้าฝนที่บ้านเรามีอากาศทั้งร้อนทั้งแฉะ มีลักษณะที่เหมาะแก่การแพร่พันธุ์ของเชื้อโรคหลายชนิด และที่สำคัญยังมีโรคติดต่ออีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหู ติดต่อกันง่ายกว่าที่ติด และมีอันตรายถึงชีวิตได้ นั่นคือโรค “เมลิออยด์”

โรคเมลิออยด์ คืออะไร?

โรคเมลิออยด์ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Melioidosis (เมลิออยโดสิส) เป็นโรคติดต่อจากแบคทีเรียที่อันตรายเพราะไม่มีอาการที่เพาะเจาะจง ยากต่อการวินิจฉัย (ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเดินทางไปพบแพทย์ด้วยอาการมีไข้สูงเพียงอย่างเดียว) ไม่มีชุดตรวจคัดกรองใดๆ ที่มี่ความแม่นยำในการวินิจฉัยเบื้องต้น และยากต่อการรักษา จึงมีอัตราการเสียชีวิตสูง

สาเหตุของโรคเมลิออยด์

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei (เชื้อเมลิออยด์) พบได้ทั่วไปในดิน และน้ำในแหล่งระบาด สามารถพบได้ในดิน และแหล่งน้ำทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดยพบได้บ่อยที่สุดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน
นอกจากการสัมผัสดิน และน้ำจากแหล่งที่ระบาดโดยตรงแล้ว เชื้อเมลิออยด์ยังสามารถแพร่กระจายสู่คนผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือโดยการติดต่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น สุนัข แมว หมู ม้า วัว ควาย แกะ แพะ ได้อีกด้วย และยังพบว่ามีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน

การติดต่อของโรคเมลิออยด์

มนุษย์สามารถติดเชื้อแบคทีเรียเมลิออยด์จากการสัมผัสกับแหล่งดิน แหล่งน้ำทีมีเชื้อแบคทีเรียเมลิออยด์ ผู้ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องมีบาดแผล หรือมีรอยขีดข่วนใดๆ เชื้อแบคทีเรียก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัส หรือแช่อยู่ในแหล่งดินแหล่งน้ำที่มีเชื้อเมลิออยด์อยู่เป็นเวลานาน และการสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น สุนัข แมว หมู ม้า วัว ควาย แกะ แพะ เป็นต้น แต่สำหรับผู้ที่มีบาดแผล แล้วไปสัมผัสดิน สัมผัสน้ำที่มีเชื้อโรค ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น

ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเมลิออยด์

- ผู้ที่ต้องทำงานอยู่ในแหล่งดินแหล่งน้ำที่มีเชื้อเมลิออยด์อยู่เป็นเวลานาน โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ชาวนา ชาวประมง เกษตรกรที่มือและเท้าแช่อยู่ในน้ำในดินเป็นเวลานาน
- ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคทาลัสซีเมีย และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กำลังเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด
- ดื่มสุรา สูบบุหรี่
- ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกัน

อาการของโรคเมลิออยด์

  1. มีไข้สูง (จากการติดเชื้อในกระแสเลือด)
  2. ปอดติดเชื้อเฉียบพลัน โดยมีไข้ ไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอก
  3. ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่น มีไข้ ปัสสาวะแสบขัด
  4. ติดเชื้อในข้อ เช่น มีไข้ ข้อบวมแดง และร้อน
  5. พบฝีในตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนัง หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ฝีในสมอง ฝีในตา ฝีในช่องคอ ฝีในปอด ฝีในไต ฝีในต่อมน้ำลาย หรือฝีในต่อมลูกหมาก เป็นต้น

การรักษาโรคเมลิออยด์

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเมลิออยด์มักมีอัตราการเสียชีวิตสูงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากผู้ป่วยรีบมาหาแพทย์ได้ทันท่วงที แพทย์จะพิจารณาใช้ยาต้านจุลชีพ เช่น ยา ceftazidime imipenem หรือ meropenem เพื่อทำการรักษาในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังต้องควบคุมการติดเชื้อ เช่น การเจาะระบายหนอง การล้างข้อที่ติดเชื้อ และการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนหนองออก เมื่อไม่สามารถเจาะดูดได้ และผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

การป้องกันโรคเมลิออยด์

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสดิน และน้ำโดยตรง หากต้องสัมผัสดินหรือน้ำ เช่น ทำการเกษตรจับปลา ลุยน้ำ หรือลุยโคลน ควรสวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง กางเกงขายาว หรือ ชุดลุยน้ำก่อนให้เรียบร้อย
  2. หากสัมผัสดินหรือน้ำ ควรทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาด และฟอกสบู่ทันที
  3. หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำแผลด้วยยาฆ่าเชื้อไม่ใส่ดินหรือสมุนไพรใดๆ ลงบนแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและ น้ำจนกว่าแผลจะหายสนิท
  4. สวมรองเท้าทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ไม่เดินเท้าเปล่า
  5. ดื่มน้ำต้มสุก (เนื่องจาก น้ำฝน น้ำบ่อ น้ำบาดาล และน้ำประปาอาจมีเชื้อปนเปื้อนได้ และการกรองด้วยเครื่องที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องไม่สามารถฆ่าเชื้อเมลิออยด์ได้)
  6. ทานอาหารสุกสะอาด (ไม่ทานอาหารที่มีการปนเปื้อนจากดิน ฝุ่นดิน หรืออาหารที่ล้างด้วยน้ำที่ไม่สะอาด)
  7. หลีกเลี่ยงการสัมผัสลมฝุ่น ลุยน้ำลุยโคลนโดยไม่มีเครื่องป้องกัน และการอยู่ท่ามกลางสายฝนเป็นเวลานาน ถ้ามีความจำเป็นควรรีบทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสดิน และน้ำโดยเร็วที่สุด
  8. เลิกเหล้า เลิกบุหรี่
  9. ห้ามทานยาต้ม ยาหม้อ ยาชุด ยาลูกกลอน
  10. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวจะมีความเสี่ยงกับการเป็นโรคเมลิออยด์สูงขึ้น จึงควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรดูแลระดับน้ำตาลให้ปกติ (ระดับน้ าตาลเท่ากับ 80-100) เป็นต้น
  11. ดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้มีความสะอาด และสุขภาพดีอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงลุยน้ำลุยโคลนนอกบ้านแล้วไม่ทำความสะอาดร่างกายให้ดี ตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ รวมถึงเกษตรกรที่ทำงานกับหมู ม้า วัว ควาย แกะ แพะ ด้วย หากจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด แนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างรองเท้า ถุงมือ ผ้าปิดปาก ก่อนเข้าใกล้ และทำความสะอาดตัวเองหลังสัมผัสสัตว์เหล่านี้ทุกครั้ง
ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เข้าใจใหม่! แบคทีเรียทำให้ฟันผุ ไม่ใช่ "แมงกินฟัน"


สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ เผยฟันผุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช้แมงกินฟันอย่างที่เข้าใจ โดยเฉพาะเด็กที่ชอบกินของหวานหรือน้ำตาล และไม่แปรงฟันให้สะอาด แนะแปรงฟันให้ถูกวิธี หมั่นพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6-12 เดือน
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ฟันผุของคนไทยค่อนข้างน่าเป็นห่วง จากการสำรวจคุณภาพช่องปากของคนไทย พบว่าเด็กอายุ 3 ขวบ ฟันน้ำนมยังขึ้นมาไม่นานก็เริ่มผุ จากนั้นพอเริ่มโตขึ้นอายุได้ประมาณ 5-6 ขวบ จะพบฟันผุได้มากขึ้น สำหรับช่วงวัยรุ่น จำนวนผู้ที่เป็นโรคฟันผุจะลดน้อยลงอาจเนื่องมาจากมีการใส่ใจไปพบหมอฟัน ในขณะที่วัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุจะมีปัญหาฟันผุเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการป้องกันฟันผุมีความสำคัญเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุสูง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ

ฟันผุ เกิดจากอะไร?

ทันตแพทย์บุญชู สุรีย์พงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฟันผุเกิดจากการมีเศษอาหารไปค้างอยู่ตามซอกฟัน หรือมีน้ำตาลจากอาหารที่อยู่ในปากและสัมผัสกับฟันอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนแผ่นคราบฟันเกิดกระบวนการย่อยสลายเศษอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้กลายเป็นกรดแลคติกที่มีฤทธิ์ในการสลายแร่ธาตุ ซึ่งเป็นโครงสร้างของฟันจนทำให้ฟันผุกร่อนไปทีละน้อยจากชั้นเคลือบฟันภายนอกเข้าไปในเนื้อฟัน จนทะลุถึงชั้นโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดฟัน หรือฟันอักเสบเป็นหนอง เป็นกระบวนการเริ่มต้นของโรคฟันผุ

วิธีป้องกันฟันผุ

หมั่นสังเกตฟันด้วยตาเปล่า เพื่อตรวจหาบริเวณที่ผิวฟันเป็นรู ฟันที่มีการเปลี่ยนเป็นสีดำหรืออาจมีอาการปวดฟัน รับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง เช่น มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยว หลีกเลี่ยงขนมหวานที่เหนียวติดฟัน เช่น ทอฟฟี่ ผลไม้อบแห้ง และรับประทานอาหารเฉพาะมื้อหลักไม่รับประทานจุบจิบ
นอกจากนี้ควรรักษาสุขภาพช่องปาก หมั่นพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำทุก 6-12 เดือน เพื่อจะได้ตรวจพบฟันผุตั้งแต่ในระยะแรกๆ ที่ยังไม่มีอาการและสามารถรักษาให้หายก่อนที่โรคจะลุกลามมากขึ้น รวมไปถึงการตรวจช่องปาก ขูดหินปูน และทำความสะอาดฟัน ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคฟันผุ ช่วยป้องกันและยับยั้งปัญหาในช่องปากและโรคฟันอื่นๆ นอกจากนี้ควรแปรงฟันให้ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและก่อนนอน หรือถ้าเป็นไปได้ควรแปรงทุกครั้งหลังรับประทานอาหารซึ่งรวมถึงหลังอาหารมื้อเที่ยง และควรใช้ไหมขัดฟันเพื่อช่วยทำความสะอาดซอกฟันที่ขนของแปรงสีฟันเข้าไปไม่ถึงหรือหลังรับประทานอาหารทุกครั้งควรบ้วนปากในทันที
ที่มา:sanook