แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฤดูฝน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฤดูฝน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ทำไมโรค "ตาแดง" ถึงระบาดในหน้าฝน-ช่วงน้ำท่วม

 กรมการแพทย์โดย รพ.เมตตาฯ แนะดูแลสุขภาพดวงตาในฤดูฝน โอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บช่วงหน้าฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่สุขภาพทั่วไป ในกลุ่มผู้มีอาการเป็นภูมิแพ้อากาศขึ้นตาเยื่อบุอักเสบ ตาแดง ไม่ควรมองข้ามเป็นได้อาจติดเชื้อแบคที่เรีย ไวรัส และภูมิแพ้ แนะหากมีอาการตาแดงผิดปกติควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2564

กรมควบคุมโรคเตือน "ไม่ล้างมือ" เสี่ยง "ตาแดง"

 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช เตือนประชาชนระวังป่วยโรคตาแดงในช่วงฤดูฝน เผย พบผู้ป่วยในปีนี้กว่า 2 หมื่นรายแล้ว และโรคนี้สามารถหายเองได้ใน 2 สัปดาห์ แนะรักษาความสะอาดโดยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ หากมีอาการตาแดงและมีปัญหาตาพร่ามัว ให้รีบพบจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

“โรคตาแดง” แฝงมากับฤดูฝน

เข้าสู่ฤดูฝนบรรยากาศอันแสนชุ่มฉ่ำเย็นสบาย หลายคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงต้องเสี่ยงกับการเจ็บป่วย ซึ่งโรคตาแดงเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่เป็นกันในช่วงหน้าฝน แต่เอ๊ะ !! ทำไมต้องเป็นตอนฤดูฝน ฤดูกาลอื่นเป็นไม่ได้เหรอ?

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ลุยน้ำลุยโคลนหน้าฝนระวัง! “เมลิออยด์” โรคติดต่ออันตรายถึงชีวิต


นอกจากหน้าร้อนจะเป็นฤดูที่พบโรคติดต่อมากที่สุดฤดูหนึ่งแล้ว ที่อันตรายไม่แพ้กันหรือหน้าฝนที่บ้านเรามีอากาศทั้งร้อนทั้งแฉะ มีลักษณะที่เหมาะแก่การแพร่พันธุ์ของเชื้อโรคหลายชนิด และที่สำคัญยังมีโรคติดต่ออีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นหู ติดต่อกันง่ายกว่าที่ติด และมีอันตรายถึงชีวิตได้ นั่นคือโรค “เมลิออยด์”

โรคเมลิออยด์ คืออะไร?

โรคเมลิออยด์ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Melioidosis (เมลิออยโดสิส) เป็นโรคติดต่อจากแบคทีเรียที่อันตรายเพราะไม่มีอาการที่เพาะเจาะจง ยากต่อการวินิจฉัย (ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเดินทางไปพบแพทย์ด้วยอาการมีไข้สูงเพียงอย่างเดียว) ไม่มีชุดตรวจคัดกรองใดๆ ที่มี่ความแม่นยำในการวินิจฉัยเบื้องต้น และยากต่อการรักษา จึงมีอัตราการเสียชีวิตสูง

สาเหตุของโรคเมลิออยด์

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei (เชื้อเมลิออยด์) พบได้ทั่วไปในดิน และน้ำในแหล่งระบาด สามารถพบได้ในดิน และแหล่งน้ำทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดยพบได้บ่อยที่สุดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน
นอกจากการสัมผัสดิน และน้ำจากแหล่งที่ระบาดโดยตรงแล้ว เชื้อเมลิออยด์ยังสามารถแพร่กระจายสู่คนผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือโดยการติดต่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น สุนัข แมว หมู ม้า วัว ควาย แกะ แพะ ได้อีกด้วย และยังพบว่ามีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน

การติดต่อของโรคเมลิออยด์

มนุษย์สามารถติดเชื้อแบคทีเรียเมลิออยด์จากการสัมผัสกับแหล่งดิน แหล่งน้ำทีมีเชื้อแบคทีเรียเมลิออยด์ ผู้ติดเชื้อไม่จำเป็นต้องมีบาดแผล หรือมีรอยขีดข่วนใดๆ เชื้อแบคทีเรียก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสัมผัส หรือแช่อยู่ในแหล่งดินแหล่งน้ำที่มีเชื้อเมลิออยด์อยู่เป็นเวลานาน และการสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น สุนัข แมว หมู ม้า วัว ควาย แกะ แพะ เป็นต้น แต่สำหรับผู้ที่มีบาดแผล แล้วไปสัมผัสดิน สัมผัสน้ำที่มีเชื้อโรค ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น

ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเมลิออยด์

- ผู้ที่ต้องทำงานอยู่ในแหล่งดินแหล่งน้ำที่มีเชื้อเมลิออยด์อยู่เป็นเวลานาน โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ชาวนา ชาวประมง เกษตรกรที่มือและเท้าแช่อยู่ในน้ำในดินเป็นเวลานาน
- ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคทาลัสซีเมีย และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กำลังเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด
- ดื่มสุรา สูบบุหรี่
- ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกัน

อาการของโรคเมลิออยด์

  1. มีไข้สูง (จากการติดเชื้อในกระแสเลือด)
  2. ปอดติดเชื้อเฉียบพลัน โดยมีไข้ ไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอก
  3. ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่น มีไข้ ปัสสาวะแสบขัด
  4. ติดเชื้อในข้อ เช่น มีไข้ ข้อบวมแดง และร้อน
  5. พบฝีในตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนัง หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ฝีในสมอง ฝีในตา ฝีในช่องคอ ฝีในปอด ฝีในไต ฝีในต่อมน้ำลาย หรือฝีในต่อมลูกหมาก เป็นต้น

การรักษาโรคเมลิออยด์

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเมลิออยด์มักมีอัตราการเสียชีวิตสูงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากผู้ป่วยรีบมาหาแพทย์ได้ทันท่วงที แพทย์จะพิจารณาใช้ยาต้านจุลชีพ เช่น ยา ceftazidime imipenem หรือ meropenem เพื่อทำการรักษาในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังต้องควบคุมการติดเชื้อ เช่น การเจาะระบายหนอง การล้างข้อที่ติดเชื้อ และการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนหนองออก เมื่อไม่สามารถเจาะดูดได้ และผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

การป้องกันโรคเมลิออยด์

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสดิน และน้ำโดยตรง หากต้องสัมผัสดินหรือน้ำ เช่น ทำการเกษตรจับปลา ลุยน้ำ หรือลุยโคลน ควรสวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง กางเกงขายาว หรือ ชุดลุยน้ำก่อนให้เรียบร้อย
  2. หากสัมผัสดินหรือน้ำ ควรทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาด และฟอกสบู่ทันที
  3. หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำแผลด้วยยาฆ่าเชื้อไม่ใส่ดินหรือสมุนไพรใดๆ ลงบนแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและ น้ำจนกว่าแผลจะหายสนิท
  4. สวมรองเท้าทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ไม่เดินเท้าเปล่า
  5. ดื่มน้ำต้มสุก (เนื่องจาก น้ำฝน น้ำบ่อ น้ำบาดาล และน้ำประปาอาจมีเชื้อปนเปื้อนได้ และการกรองด้วยเครื่องที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องไม่สามารถฆ่าเชื้อเมลิออยด์ได้)
  6. ทานอาหารสุกสะอาด (ไม่ทานอาหารที่มีการปนเปื้อนจากดิน ฝุ่นดิน หรืออาหารที่ล้างด้วยน้ำที่ไม่สะอาด)
  7. หลีกเลี่ยงการสัมผัสลมฝุ่น ลุยน้ำลุยโคลนโดยไม่มีเครื่องป้องกัน และการอยู่ท่ามกลางสายฝนเป็นเวลานาน ถ้ามีความจำเป็นควรรีบทำความสะอาดร่างกายหลังสัมผัสดิน และน้ำโดยเร็วที่สุด
  8. เลิกเหล้า เลิกบุหรี่
  9. ห้ามทานยาต้ม ยาหม้อ ยาชุด ยาลูกกลอน
  10. ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวจะมีความเสี่ยงกับการเป็นโรคเมลิออยด์สูงขึ้น จึงควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่น ผู้ป่วยเบาหวานควรดูแลระดับน้ำตาลให้ปกติ (ระดับน้ าตาลเท่ากับ 80-100) เป็นต้น
  11. ดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้มีความสะอาด และสุขภาพดีอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงลุยน้ำลุยโคลนนอกบ้านแล้วไม่ทำความสะอาดร่างกายให้ดี ตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ รวมถึงเกษตรกรที่ทำงานกับหมู ม้า วัว ควาย แกะ แพะ ด้วย หากจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด แนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างรองเท้า ถุงมือ ผ้าปิดปาก ก่อนเข้าใกล้ และทำความสะอาดตัวเองหลังสัมผัสสัตว์เหล่านี้ทุกครั้ง
ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แพทย์เตือน ระวัง! ป่วยโรค "ตาแดง" ช่วงฝนตก


กรมควบคุมโรคเตือนประชาชนระวังป่วยโรคตาแดงช่วงฝนตก เกือบครึ่งพบในช่วงฤดูฝน โรคนี้สามารถหายได้เองใน 2 สัปดาห์ ป้องกันได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ ไม่ขยี้ตา หากมีอาการตาแดงและมีปัญหาตาพร่ามัว ให้รีบพบจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงฤดูฝน โรคที่เกิดจากน้ำสกปรก น้ำขัง จะสามารถติดต่อกันและแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคตาแดง สถานการณ์โรคตาแดงของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 11 มิถุนายน 2561 พบผู้ป่วยจำนวน 41,486 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 45 – 54 ปี พบผู้ป่วยมากที่สุด ข้อมูลปี 2560 ช่วงหน้าฝน (พ.ค.– ต.ค.) มีผู้ป่วยจำนวน 50,642 ราย คิดเป็นร้อยละ 49.8 ของผู้ป่วยทั้งปี และยังคงเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่พบป่วยมากที่สุด 

ตาแดง ติดต่อกันได้อย่างไร?       

ผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นรับเชื้อจากผู้ป่วยผ่านทางการสัมผัสกับน้ำตา และสารคัดหลั่งจากดวงตาของผู้ป่วย หรือใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ อาจเกิดจากการระคายเคืองที่ดวงตา จากการขยี้ตา หรือถูกน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา เป็นต้น

อาการของโรคตาแดง         

อาการของโรคนี้ พบหลังจากที่มือหรือวัตถุที่มีเชื้อโรคมาสัมผัสตาโดยตรง ประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการเยื่อบุตาที่คลุมภายในหนังตาและคลุมตาขาวเกิดการอักเสบ บวม เคืองตามาก น้ำตาไหล  เจ็บตา มักจะมีขี้ตามากร่วมด้วย อาจเป็นเมือกใสหรือมีสีเหลืองอ่อน เนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียมาพร้อมกัน ส่วนใหญ่จะเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง ยกเว้นจะติดเชื้อพร้อมๆ กัน แต่อย่างไรก็ตามอีกข้างมักจะติดเชื้อด้วยเนื่องจากไม่ได้ระมัดระวัง การติดเชื้อมักมีอาการมากในช่วง 4 -7 วันแรก แต่จะหายได้เองในเวลาประมาณ 7-14 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนการรักษานั้นจะเน้นรักษาตามลักษณะอาการของโรค และจำกัดการแพร่เชื้อจนอาการหายดี เนื่องจากยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง ดังนั้นหากรู้สึกมีอาการเคืองตา มีขี้ตามากกว่าปกติให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาให้เร็วที่สุด   


การป้องกันโรคตาแดง     

การป้องกันโรคตาแดง คือ หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ก่อนเอามือสัมผัสหรือขยี้ตา ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับคนที่เป็นตาแดง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ล้างมือหลังสัมผัสผู้ป่วย ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ไม่ใช้มือแคะ แกะ เกาหน้าตา ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา นอกจากนี้ควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช้สิ่งของเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคตาแดง โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโรค เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สระว่ายน้ำ ห้างสรรพสินค้า เรือนจำ หรือ สถานีขนส่งมวลชน เป็นต้น ผู้ป่วยโรคตาแดงสิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรพบแพทย์ หยุดเรียน หรือหยุดงานรักษาตัวอยู่ที่บ้านอย่างน้อย 3 วัน พักผ่อนให้เต็มที่ พักการใช้สายตา และล้างมือให้สะอาดหลังจับบริเวณใบหน้าและตาทุกครั้ง ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ที่มา:sanook