แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื้อแบคทีเรีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื้อแบคทีเรีย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

"กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" โรคอันตรายที่ชาวออฟฟิศควรระวัง

 เชื่อว่ามนุษย์วัยทำงานหลายๆ คนอาจจะเคยประสบปัญหางานยุ่งจนไม่มีเวลาพัก บางคนถึงขนาดที่ว่าประชุมจนไม่มีเวลาเบรกเพื่อดื่มน้ำหรือไปเข้าห้องน้ำเลยกันทีเดียว ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าทำร้ายสุขภาพของเรามากๆ นานวันเข้าก็อาจจะทำให้เป็น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ได้เลย

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

"ผ่าฟันคุด" กับอันตรายจากผลข้างเคียงที่ควรระวัง

 



ผ่าฟันคุด เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต แต่ผ่าฟันคุดอาจมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะมีความเสี่ยงน้อยมาก แต่หากมีความผิดปกติหลังผ่าฟันคุด ควรรีบพบทันตแพทย์ทันที

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

รู้จักโรค “คอบวม” ในโค-กระบือ ยังไม่พบในคน แต่ควรหลีกเลี่ยงสัมผัสสัตว์ป่วย


โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือโรคคอบวม กำลังแพร่ระบาดในภาคอีสาน สาเหตุจากวัวควาย ยังไม่พบการแพร่ระบาดในคน แต่แนะให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วย

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563

ฟันคุดคืออะไร? ทำไมต้องผ่าฟันคุด? ไม่ผ่าได้ไหม?


ฟันคุดคืออะไร

ฟันคุด คือฟันที่ไม่สามารถขึ้นได้ตามปกติในช่องปาก อาจจะโผล่ขึ้นมาได้เพียงบางส่วน หรือฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรทั้งซี่ ฟันซี่ที่พบว่าเป็นฟันคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามล่างซี่สุดท้าย ซึ่งอยู่ด้านในสุดของกระดูกขากรรไกรล่าง โดยปกติแล้วฟันซี่นี้ควรจะขึ้นในช่วงอายุ 18 - 25 ปี อาจโผล่ขึ้นอยู่ในลักษณะตั้งตรง เอียง หรือนอนในแนวระนาบ และมักจะอยู่ชิดกับฟันข้างเคียงเสมอ นอกจากนี้ฟันซี่อื่น ๆ ก็อาจจะคุดได้ เช่น ฟันเขี้ยว ฟันกรามน้อยแต่พบได้น้อยกว่าฟันกรามล่างซี่สุดท้าย

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ตาแฉะ น้ำตาไหลบ่อย ขี้ตาเยอะ เสี่ยง “ภาวะน้ำตาเอ่อ”

หากมีอาการน้ำตาไหลบ่อย ขี้ตาคล้ายๆ เมือกเหนียวสีขุ่นขาวหรือมีสีเหลือง อักเสบ บวมแดง มีหนองควรพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นโรคภาวะน้ำตาเอ่อ

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561

"เสื้อผ้ามือสอง" กับอันตรายก่อโรคที่เราอาจไม่ทันระวัง

อากาศที่เริ่มหนาวเย็น ประชาชนบางส่วนอาจมองหาเสื้อผ้ากันหนาวราคาย่อมเยาอย่าง "เสื้อผ้ามือสอง" แต่เสื้อผ้าเหล่านี้แฝงอันตรายที่เราไม่ทันได้คาดคิดอยู่ด้วย

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

8 วิธีป้องกัน "โรคบิด" ท้องเสียแบบมีเชื้อแบคทีเรีย

โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ แนะผู้ที่มีอาการปวดท้องบิดควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สด สะอาด ดื่มน้ำที่ผ่านการกรองหรือต้มให้เดือด ถ่ายอุจจาระและกำจัดอุจจาระถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล เพื่ออนามัยที่ดี ลดเสี่ยงปัญหาสุขภาพ

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

รู้จักอาการ "ช่องปากแห้ง" หรือภาวะ "น้ำลายน้อย" พร้อมวิธีรักษา


ช่องปากแห้ง หรือภาวะน้ำลายน้อย อาจส่งผลต่อความสะอาดและการย่อยอาหารในช่องปากได้ เนื่องจากน้ำลายมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในช่องปาก ฉะนั้น ถ้าใครมีน้ำลายน้อย ก็ควรศึกษารายละเอียดพวกนี้เอาไว้

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

ทำไม? ชาวออฟฟิศถึงเสี่ยงเป็น "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ"


บางคนอาจไม่เคยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่เชื่อว่าหลายๆ คนที่เป็นพนักงานออฟฟิศ ที่นอกจากจะเคยประสบปัญหางานยุ่งจนไม่มีเวลาไปทานข้าว หรือทานข้าวผิดเวลา ต้องลงไปทานอาหารกลางวันตอนเกือบจะเย็น หรือบางทีอาจไม่ได้ทานด้วยซ้ำ นั่นเลยทำให้คนมักเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบกันมาก นอกจากนี้ยังมีโรคไมเกรนที่เกิดขึ้นจากความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ และอีกสารพัดโรคที่ค่อยๆ ทยอยมาตามเรื่อยๆ

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เทคโนโลยีการรักษา "แผลที่เท้า" ของผู้ป่วย "เบาหวาน"


แผลเบาหวานที่เท้า   (Diabetic Foot Ulcer)

  1. 85% ของผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกตัดเท้ามีแผลบริเวณเท้ามาก่อน
  2. 40% - 70% ของโรคเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการถูกตัดขา/เท้า
  3. ทุกๆ 30 วินาทีมีผู้ป่วยเบาหวานสูญเสียเท้าจากการถูกตัดขา/เท้า
  4. 1 ใน 6 รายของผู้ป่วยเบาหวาน ต้องเคยมีบาดแผลอย่างน้อย 1 ครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แพทย์เตือน ระวัง! ป่วยโรค "ตาแดง" ช่วงฝนตก


กรมควบคุมโรคเตือนประชาชนระวังป่วยโรคตาแดงช่วงฝนตก เกือบครึ่งพบในช่วงฤดูฝน โรคนี้สามารถหายได้เองใน 2 สัปดาห์ ป้องกันได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ ไม่ขยี้ตา หากมีอาการตาแดงและมีปัญหาตาพร่ามัว ให้รีบพบจักษุแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงฤดูฝน โรคที่เกิดจากน้ำสกปรก น้ำขัง จะสามารถติดต่อกันและแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคตาแดง สถานการณ์โรคตาแดงของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 11 มิถุนายน 2561 พบผู้ป่วยจำนวน 41,486 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 45 – 54 ปี พบผู้ป่วยมากที่สุด ข้อมูลปี 2560 ช่วงหน้าฝน (พ.ค.– ต.ค.) มีผู้ป่วยจำนวน 50,642 ราย คิดเป็นร้อยละ 49.8 ของผู้ป่วยทั้งปี และยังคงเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่พบป่วยมากที่สุด 

ตาแดง ติดต่อกันได้อย่างไร?       

ผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นรับเชื้อจากผู้ป่วยผ่านทางการสัมผัสกับน้ำตา และสารคัดหลั่งจากดวงตาของผู้ป่วย หรือใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ อาจเกิดจากการระคายเคืองที่ดวงตา จากการขยี้ตา หรือถูกน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา เป็นต้น

อาการของโรคตาแดง         

อาการของโรคนี้ พบหลังจากที่มือหรือวัตถุที่มีเชื้อโรคมาสัมผัสตาโดยตรง ประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการเยื่อบุตาที่คลุมภายในหนังตาและคลุมตาขาวเกิดการอักเสบ บวม เคืองตามาก น้ำตาไหล  เจ็บตา มักจะมีขี้ตามากร่วมด้วย อาจเป็นเมือกใสหรือมีสีเหลืองอ่อน เนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียมาพร้อมกัน ส่วนใหญ่จะเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง ยกเว้นจะติดเชื้อพร้อมๆ กัน แต่อย่างไรก็ตามอีกข้างมักจะติดเชื้อด้วยเนื่องจากไม่ได้ระมัดระวัง การติดเชื้อมักมีอาการมากในช่วง 4 -7 วันแรก แต่จะหายได้เองในเวลาประมาณ 7-14 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนการรักษานั้นจะเน้นรักษาตามลักษณะอาการของโรค และจำกัดการแพร่เชื้อจนอาการหายดี เนื่องจากยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง ดังนั้นหากรู้สึกมีอาการเคืองตา มีขี้ตามากกว่าปกติให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาให้เร็วที่สุด   


การป้องกันโรคตาแดง     

การป้องกันโรคตาแดง คือ หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ก่อนเอามือสัมผัสหรือขยี้ตา ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับคนที่เป็นตาแดง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ล้างมือหลังสัมผัสผู้ป่วย ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ไม่ใช้มือแคะ แกะ เกาหน้าตา ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที อย่าปล่อยให้แมลงหวี่ หรือแมลงวันตอมตา นอกจากนี้ควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช้สิ่งของเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคตาแดง โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโรค เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สระว่ายน้ำ ห้างสรรพสินค้า เรือนจำ หรือ สถานีขนส่งมวลชน เป็นต้น ผู้ป่วยโรคตาแดงสิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรพบแพทย์ หยุดเรียน หรือหยุดงานรักษาตัวอยู่ที่บ้านอย่างน้อย 3 วัน พักผ่อนให้เต็มที่ พักการใช้สายตา และล้างมือให้สะอาดหลังจับบริเวณใบหน้าและตาทุกครั้ง ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ที่มา:sanook