วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

อาการ “บวม” บอกโรค บวมตรงไหน เป็นโรคอะไร?


หากมีอาการปวดบวมที่บริเวณอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง มักเป็นอาการเด่นของการอักเสบ ฟกช้ำ หรืออาจจะกระดูกภายในหัก แต่หากคุณแน่ใจว่าอวัยวะส่วนนั้นไม่ได้รับการกระทบกระเทือนอะไร ไม่ได้บวมจากการอักเสบ ขอให้ลองสันนิษฐานเพิ่มอีกนิดว่า อาจเป็นสัญญาณบอกโรคร้ายอะไรบางอย่าง

ท้องบวม

ตำแหน่งของท้องค่อนข้างกว้าง แต่ถ้าท้องบวมอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นอาการท้องมาน ที่เป็นอาการข้างเคียงของโรคตับแข็ง นอกจากนี้หากส่วนใดส่วนหนึ่งของท้องบวมแล้วคลำเจอเป็นก้อน อาจเป็นเนื้องอก ซีสต์ หรือก้อนมะเร็ง (ในกรณีที่มีอาการอื่นๆ เช่น น้ำหนักลดลง ร่างกายทรุดโทรม หรือปวดบริเวณดังกล่าวด้วย)

ขาบวม

หากเป็นอาการขาบวมข้างเดียว อาจสันนิษฐานได้ว่ามีอาการหลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน อันตรายต้องพบแพทย์

เท้าบวม

นอกจากน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน หรือหญิงตั้งครรภ์ ที่ทำให้เท้าใช้งานหนักจนเท้าบวมแล้ว ยังอาจเป็นผลข้างเคยของโรคไต โรคตับ โรคหัวใจรูมาติค หรือโรคขาดอาหารได้

คอบวม

คอบวมเป็นอาการของหลายโรค ทั้งโรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์ คางทูม ต่อมน้ำเหลืองโต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรืออาจมีก้อนเนื้อ หรือซีสต์ในลำคอได้ หากมีอาการบวมมากจนเริ่มกลืนอาหารลำบาก ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

หน้าบวม

นอกจากคางทูมที่อาจทำให้ดูหน้าบวมขึ้นแล้ว อาจเป็นอาการของการแพ้ยาอย่างรุนแรง หรือแพ้อาหารบางชนิด แต่หากหน้าบวมขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจเพราะทานโซเดียม (เกลือ) มากเกินไป หรืออ้วนขึ้นก็ได้
นอกจากนี้ หากมีอาการบวมตามบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย อาจเป็นผลข้างเคียงมาจากการใช้ยาบางชนิด บวมจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยอาจไม่รู้ตัว บวมจากการติดเชื้อ บวมจากน้ำในร่างกายเกิน โดยส่วนใหญ่แล้วบริเวณที่บวม เมื่อกดจะบุ๋มลง หากไม่บุ๋มเลยอาจเป็นอาการอุดตันของทางเดินน้ำเหลือง แม้จะพบได้น้อยแต่หากไม่แน่ใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดค่ะ
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เนื้องอกไขมัน คืออะไร? อันตรายหรือไม่?


จำได้ว่าช่วงปีแรกที่ทำงาน เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เป็นช่วงที่สนุกกับชีวิตมาก ทำงานเหนื่อย แต่ก็รู้สึกได้ถึงชีวิตที่อิสระ ก็เลยกินเพลินไปนิดจนน้ำหนักขึ้น ตอนหลังสังเกตเห็นก้อนปูดๆ ด้านหลังเหนือเอวข้างขวา ปูดออกมาเหมือน “ปีก” เวลาใส่ชุดชั้นในมันปูดออกมาจนลูบๆ ดูแล้วรู้สึกว่าไม่ปกติ แต่ก็ยังคิดว่าเป็นเพราะอ้วน (ฮา) จนกระทั่งผ่านไปอีกสักพัก รู้สึกว่าก้อนมันใหญ่ขึ้น เลยต้องไปหาหมอ เลยพบว่าตัวเองเป็น “เนื้องอกไขมัน”

เนื้องอกไขมัน คืออะไร?
ก้อนเนื้อไขมัน คือภาษาอังกฤษเรียกว่า Lipoma หรือ Fatty Tumor เป็นก้อนไขมันที่นูนอยู่ชั้นใต้ผิวหนัง กดแล้วรู้สึกหยุ่นๆ ไม่เจ็บปวด เป็นเนื้องอกของเนื้อเยื่ออ่อนที่มีขนาดตั้งแต่เล็กกว่า 2 นิ้ว ไปจนถึง 8 นิ้ว (แต่ส่วนใหญ่จะพบขนาดเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก) โดยเจ้าเนื้องอกไขมันนี้จะค่อยๆ โตขึ้นอย่างช้าๆ นานนับเดือน หรือปี

เนื้องอกไขมัน เกิดจากสาเหตุใด?
ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดของเนื้องอกไขมัน มีแต่การสันนิษฐานว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่เนื้องอกไขมันเป็นกลไกการตอบสนองของบริเวณที่มีการบาดเจ็บ หรืออาจถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในคนที่น้ำหนักขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยัน 100%

ใครที่เสี่ยงพบเนื้องอกไขมันบ้าง?
เนื่องจากยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่พบ จึงกำหนดปัจจัยเสี่ยงได้ยาก แต่มักพบในผู้ใหญ่วัย 40-60 ปี มากกว่าวัยอื่นๆ (แต่ก็สามารถพบได้ในทุกวัย) พบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง และอาจพบได้หลายก้อนในคนเดียว

เนื้องอกไขมัน พบได้ในส่วนใดของร่างกายบ้าง
เนื้องอกไขมันพบได้ในบริเวณทั่วไปของร่างกาย แต่มักพบที่หลังส่วนบน ไหล่ แขน รักแร้ ก้น และต้นขา

เนื้องอกไขมัน อันตรายหรือไม่?
เนื้องอกไขมันส่วนใหญ่ไม่เจ็บปวด ไม่เป็นอันตราย เพียงแต่ต้องรีบรักษาก่อนที่ก้อนจะขยายใหญ่ไปมากกว่าเดิม หรือป้องกันก้อนเนื้อไปเบียด หรือทับอวัยวะอื่นๆ

เนื้องอกไขมัน มีวิธีรักษาอย่างไร?
หากพบเนื้องอกไขมัน แพทย์อาจทำการผ่าตัดเพื่อนำก้อนเนื้อออก หรือฉีดสเตียรอยด์เพื่อลดขนาดของก้อนเนื้อ(แต่ก้อนเนื้อยังอยู่) หรืออาจใช้วิธีดูดไขมันแบบไลโปซักชั่น (Liposuction)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากประสบการณ์ส่วนตัวของเรา แพทย์บอกว่ามีโอกาสที่จะมีเนื้องอกไขมันซ้ำที่เดิม หรือไปงอกตามส่วนอื่นของร่างกายได้อีกในอนาคต แต่ก็ไม่ได้เป็นกันทุกคน ถ้าพบเนื้องอกอีกให้รีบไปพบแพทย์ก่อนที่ก้อนเนื้องอกจะขยายใหญ่ขึ้น เพื่อทำการรักษาได้ง่ายขึ้นค่ะ
ที่มา:sanook

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561

9 สัญญาณบอกโรคจาก “ประจำเดือน” ผิดปกติ


โรคที่เกี่ยวกับมดลูก หรืออวัยวะภายในของผู้หญิง สามารถส่งสัญญาณเตือนภัยมาผ่านประจำเดือนได้นะคะ เพราะฉะนั้นในแต่ละเดือน ลองสังเกตประจำเดือนของตัวเองไว้ให้ดี เพราะหากมีความผิดปกติตามนี้เมื่อไร ให้รีบพบคุณหมอด่วน

สัญญาณบอกโรคจาก “ประจำเดือน” ผิดปกติ
1. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เลื่อนตลอด
หากมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะเรื้อรัง การมองเห็นไม่ชัดเจน และมีหนวด หรือขนขึ้นดกกว่าเดิม
อาจกำลังเสี่ยง : เนื้องอกในรังไข่ หรือมีความผิดปกติของต่อมหมวกไต หรือต่อมใต้สมอง

2. ประจำเดือนมามากผิดปกติ
หากมาพร้อมกับอาการปวดท้องประจำเดือนร่วมด้วย หรือรู้สึกปวดท้องเวลามีเพศสัมพันธ์
อาจกำลังเสี่ยง : เนื้องอกในมดลูก

3. ประจำเดือนมาน้อยผิดปกติ
หากมาพร้อมกับอาการเพลีย อ่อนแรง เต้านมแบนแฟ่บ และขนในร่างกายหลุดร่วง
อาจกำลังเสี่ยง : โรคต่อมใต้สมองขาดเลือด

4. ประจำเดือน มาพร้อมลิ่มเลือด
และอาจมีปริมาณประจำเดือนมากกว่าปกติ
อาจกำลังเสี่ยง : อุ้งเชิงกรานอักเสบ

5. ประจำเดือนสีเข้มจัด
และอาจมีปริมาณประจำเดือนน้อย มาพร้อมอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
อาจกำลังเสี่ยง : โรคโลหิตจาง

6. ประจำเดือนมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
หากมาพร้อมอาการคัน หรือเจ็บแสบในช่องคลอด และมีตกขาวด้วย
อาจกำลังเสี่ยง : ติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียที่ช่องคลอด มดลูก มีพยาธิในช่องคลอด หรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ

7. หน้าซีด ตัวซีด จากการมีประจำเดือนออกมามากเกินไป
หากมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย และประจำเดือนมีกลิ่น
อาจกำลังเสี่ยง : ปีกมดลูกอับเสบ

8. ปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันท้ายๆ ของการมีประจำเดือน ยิ่งปวดท้องหนักขึ้น
อาจกำลังเสี่ยง : โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรืออาจเป็นช็อคโกแลตซีสต์

9. ประจำเดือนมานานมากกว่า 7 วัน
อาจมาพร้อมกับอาการประจำเดือนมาๆ ขาดๆ ไม่สม่ำเสมอ
อาจกำลังเสี่ยง : โรคอ้วน เครียด หรือออกกำลังกายมากเกินไป

สังเกตตัวเองให้ดี เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไม่อาจมองข้ามได้นะคะ ยิ่งใครอายุเกิน 25 ปี ยิ่งต้องระวัง เพราะอาจมีความเสี่ยงกับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นหากพบอาการผิดปกติในส่วนไหน อย่าลืมรีบพบแพทย์นะคะ
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โทษของการกินอาหาร “รสจัด”...แต่ถ้าไม่อยากจบที่ “รสจืด” ต้องรู้วิธีเลี่ยง!



   คนที่หลงรักและมีความสุขนักกับการกิน เคยพูดไว้ว่า “จะอยู่อย่างไร เมื่อโลกไร้รสชาติ” รสชาติอาหารที่ถูกปากคืออรรถรสแห่งชีวิต เพียงได้ชิมก็เหมือนได้ยิ้มรับความสุข แต่แน่นอนว่า “ความอร่อย” ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดี “อาหารรสจัด” แม้โดนใจ แต่ร่างกายอาจไม่ชอบ!
     รสชาติเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม หรือรสเผ็ด ล้วนมีประโยชน์กับสุขภาพและกระตุ้นให้เราอยากอาหาร บางคนขอแค่ได้เติมพริกน้ำปลาอาหารตรงหน้าก็อร่อยขึ้น ร่างกายเรารับรู้รสชาติได้จากปุ่มรับรสที่ลิ้น มีเซลล์มากมายทำหน้าที่แยกรสชาติ เซลล์พวกนี้มีอายุอยู่แค่ 7 วัน หลังจากนั้นก็เสื่อมลง ยิ่งแก่เซลล์ยิ่งเหลือน้อย สังเกตดู.. คนแก่มากๆ ท่านจะไม่ค่อยรู้รสอาหารเท่าไหร่ สำหรับวัยหนุ่มสาว ถึงลิ้นจะยังดีพร้อมแฮปปี้กับทุกรสชาติ ก็ต้องระวัง อย่าอร่อยเพลินจนเกินร่างกายจะรับไหว เพราะอาหารที่มีรสจัดเกินไปให้โทษ มีอะไรบ้าง ตามมาดู!!
     รสเผ็ด อาหารรสเผ็ด นอกจากกินแล้วแซบตาตื่น ปลุกความสดชื่นในตัวคุณ ยังช่วยให้ปอดและลำไส้ทำงานปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น โทษของ “รสเผ็ด” คือถ้าเผ็ดไป ก็จะระคายเคืองกระเพาะอาหาร
     รสเปรี้ยว เรียกน้ำย่อย เรื่องนี้เห็นทีจะจริง เพราะความเปรี้ยวช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดี ช่วยฟอกเลือด ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟันและเป็นยาระบายอ่อน ๆ แต่โทษก็มีเช่นกัน คือ ทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และมีผลกับระบบน้ำเหลืองจนทำให้แผลหายช้า

     รสหวาน เมื่อร่างกายได้ความหวานจะรู้สึกสดชื่นมีแรงขึ้นมาก แต่อันตรายที่แฝงก็มากตามไปด้วย เพราะการกินหวานมากไป แต่ไม่ออกกำลังกายอาจทำให้ อ้วน ทั้งยังเป็นสาเหตุของความรู้สึก ง่วงนอนและขี้เกียจ สำหรับคนที่มี เสมหะในลำคอ บ่อยๆ สังเกตได้เลยว่ามักเป็นคนที่กินรสหวานจัด และแน่นอนว่าจากสถิติที่ผ่านมา คนกินรสหวานมักเสี่ยงเป็น “เบาหวาน” เพราะเมื่อกินอาหารรสหวานเข้าไปมากๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งถ้าเป็นเบาหวานอยู่แล้ว และกินหวานเข้าไปอีก ก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตราย นอกจากนี้ความหวานยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคไต มากขึ้นด้วย
     รสเค็ม แน่นอนว่าต้องมีทั้งดีและแย่ ประโยชน์ของรสเค็ม โซเดียมที่ร่างกายได้รับจะทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ช่วยควบคุมระดับความเป็นกรดและด่างของเลือด ส่วนโทษ คือ เมื่อเราได้รับโซเดียมจากเกลือและสะสมจนสูงกว่าปกติ ร่างกายจะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ยิ่งบ่อยก็ยิ่งคอแห้ง หิวน้ำตลอดและร้อนใน คนที่เป็นมากๆ อาจถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้เลย ที่สำคัญกินเค็มมาก โซเดียมในเลือดมาก ก็จะทำให้เลือดไหลเวียนช้าจนกลายเป็น “ความดันโลหิตสูง”
     กิน รสจัด ไม่ดี แต่กิน รสจืด ก็ไม่ถูกใจทำยังไงดี? บอกเลยว่าทางออกของคนชอบกิน หลงใหลในอาหารสจัดและยังอยากสุขภาพดี คือการเลือกเครื่องปรุงลดโซเดียมและน้ำตาล เช่น เครื่องปรุงรส ตรา กู๊ดไรฟ์ ที่พัฒนาสูตรโดย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้เกลือโพแทสเซียมแทนเกลือโซเดียม ทำให้รสชาติความเค็มยังที่ความอร่อยดีคงเดิม และยังใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล นักชิมทั้งหลายจึงวางใจได้ว่าปรุงอาหารรสชาติโปรดได้เหมือนเดิม โดยสูตรนี้สามารถลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาลได้ถึง 40-60% ดีกับคนรักสุขภาพ เหมาะที่จะนำไปปรุงอาหารอาหารคลีน ไม่ทำลายสุขภาพ และดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด เรียกว่ากินอาหารรสถูกปากได้สุขภาพดีด้วย สั่งซื้อเครื่องปรุงลดโซเดียมและน้ำตาล ได้ที่ www.goodlifeforyou.com
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผมร่วงมากแค่ไหน ต้องรีบปรึกษาแพทย์?


อธิบดีกรมการแพทย์เตือนผมร่วงต่อเนื่องเกินวันละ 30-50 เส้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ชี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย เช่น โรคเอสแอลอี ไทรอยด์ ซิฟิลิส โรคตับ โรคไต
นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โดยปกติผมของคนเรามีประมาณ 80,000-1,200,000 เส้น งอกยาวขึ้นประมาณวันละ 0.35 มิลลิเมตรและมีอายุนาน 2-6 ปี ซึ่งปกติจะมีผมร่วงเป็นประจำทุกวัน แต่ไม่เกินวันละ 30-50 เส้น ดังนั้น ผมร่วงผิดปกติอาจเกิดจากสาเหตุๆ เช่น ผมร่วงจากกรรมพันธุ์ พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้ชายมากกว่า เนื่องจากรากผมมีความไวต่อฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย ทำให้เส้นผมมีอายุสั้นกว่าปกติและเส้นผมที่เกิดใหม่มีขนาดเล็กและบางลง ส่วนมากจะเป็นบริเวณกลางศีรษะและหน้าผากเริ่มสังเกตได้เมื่อมีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักแสดงอาการหลังวัยหมดประจำเดือน ผมร่วงเนื่องจากผมหยุดเจริญชั่วคราว
ในแต่ละวันจะมีเส้นผมประมาณ 10-15% ที่หยุดเจริญและหลุดร่วงไป แต่ในบางภาวะเส้นผมที่กำลังเจริญอาจหยุดการเจริญในทันที ทำให้มีเส้นผมเสื่อมและหลุดร่วงเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ เช่น ผู้หญิงหลังคลอด ทารกแรกเกิด หลังจากเป็นไข้สูง ได้รับการผ่าตัดใหญ่ เจ็บป่วยเรื้อรัง การเสียเลือด การบริจาคเลือด การใช้ยาบางชนิด และภาวะเครียดทางจิตใจ ผมร่วงชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นใน 1-3 เดือน หลังจากนั้นจะหยุดร่วงและงอกขึ้นใหม่ตามปกติ

 ผมร่วงเป็นหย่อม เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด จะมีอาการผมร่วงเฉพาะที่ในรูปแบบกลมหรือรี มีขอบเขตชัดเจน ตรงกลางไม่มีเส้นผม หนังศีรษะในบริเวณนั้นไม่แดง ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่เป็นสะเก็ดหรือเป็นขุย บางคนอาจพบเส้นผมสีขาวขึ้นในบริเวณนั้น ผู้ป่วยอาจมีผมร่วงเพียง 1-2 หย่อม หรืออาจมากกว่า 10 หย่อม ถ้าเป็นมากอาจลุกลามจนทั่วศีรษะ บางคนอาจมีขนตาและขนคิ้วร่วงร่วมด้วย ผู้ป่วยบางคนอาจหายไปเองตามธรรมชาติ แต่อาจกินเวลาเป็นปี บางคนเมื่อรักษาหายแล้วอาจกำเริบได้ใหม่ เป็นๆ หายๆ บ่อยครั้ง ซึ่งอาจเป็นร่วมกับโรคต่อมไทรอยด์และโรคด่างขาว
ผมร่วงจากการถอนผม พบได้บ่อยในเด็กที่มีปัญหากดดันทางจิตใจด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ปัญหาทางครอบครัว ปัญหาการเรียน เด็กบางคนอาจถอนผมเล่นจนเป็นนิสัย ผู้ป่วยจะถอนผมตัวเองจนผมแหว่ง หนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงจะไม่มีผื่นคันหรือเป็นขุย และจะพบเส้นผมที่เป็นตอสั้นๆอยู่มาก เนื่องจากผู้ป่วยถอนออกไม่ถนัด
ผมร่วงจากเชื้อรา โรคเชื้อราที่ศีรษะ (กลากที่ศีรษะ) อาจพบได้บ่อยในเด็ก เกิดจากการติดเชื้อรา โรคนี้ผมร่วงเป็นหย่อมๆ เป็นผื่นแดงคันและเป็นขุยหรือสะเก็ด นอกจากนี้ มักจะพบร่องรอยของโรค เชื้อรา (กลาก) ที่มือ เท้า ลำตัวหรือในบริเวณร่มผ้าร่วมด้วย
ผมร่วงจากการทำผม การทำผมด้วยการม้วนผม ย้อมสีผม ดัดผม เป่าผม หรือวิธีอื่นๆ อาจทำให้ผมร่วงได้ จากการที่มีหนังศีรษะอักเสบ หรือเส้นผมเปราะหัก
ผมร่วงจากยาและการฉายรังสี ยาที่อาจทำให้เกิดอาการผมร่วงมีอยู่หลายชนิด เช่น ยารักษามะเร็งการฉายรังสีในการรักษามะเร็ง ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ยารักษาคอพอกเป็นพิษ ยาคุมกำเนิด ยาใช้ป้องกันโรคเกาต์
ผมร่วงจากโรคอื่นๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี อาจมีอาการ ผมร่วง ผมบาง ร่วมกับอาการไข้เรื้อรัง ปวดตามข้อ มีผื่นปีกผีเสื้อขึ้นที่หน้า โรคเรื้อรังบางอย่าง ก็ทำให้ผมร่วงได้ เช่น ไทรอยด์ ซิฟิลิส โรคตับ โรคไต

อธิบดีกรมการแพทย์ แนะนำข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ว่า
1. ควรสระผมทำความสะอาดเส้นผมและผิวหนังของศีรษะอย่างสม่ำเสมอ
2. ไม่ควรเกาหรือขยี้หนังศีรษะแรงจนเกินไป
3. หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับหนังศีรษะ เช่น การย้อม ทำสี ดัด ผมที่บ่อยเกินไป
4. หลีกเลี่ยงการดึงหรือถอนผมเล่น
5. หลีกเลี่ยงความเครียดเพราะจะกระตุ้นให้อาการผมร่วงมากขึ้น
ทั้งนี้ อาการผมร่วงในผู้ป่วยบางรายอาจหายเองได้ แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุของโรคและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แพทย์ชี้ ใช้ "น้ำมนต์" รักษาโรคผิวหนังเสี่ยงติดเชื้อ

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์  ชี้ “ใช้น้ำมนต์รักษาโรคผิวหนัง เสี่ยงติดเชื้อ” ทำให้การรักษามีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น และอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการแชร์ข้อความผ่านสื่อเรื่องการใช้น้ำมนต์รักษาผู้ป่วยโรคผิวหนังอย่างต่อเนื่อง กรมการแพทย์จึงขอให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพื่อป้องกันความเชื่อที่ว่าการใช้น้ำมนต์สามารถรักษาโรคผิวหนังให้หายได้ เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าการรักษาโรคผิวหนัง ต้องมีความระมัดระวังเนื่องจากเมื่อผิวหนังเกิดโรคต่างๆ ขึ้น เช่น งูสวัด แผลน้ำร้อนลวก หรือการอักเสบอื่น ๆ ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ มักมีการปริแยก ซึ่งเป็นช่องทางที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย การใช้ยาเพื่อการรักษายังต้องมีการฆ่าเชื้อและการจัดเก็บแบบปลอดเชื้ออย่างดีก่อนนำมาใช้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำเติม ดังนั้น การใช้น้ำมนต์ ซึ่งไม่มีการดูแลเรื่องความสะอาด และใช้ปากอมพ่นใส่ตรงจุดที่มีรอยปริแยกของผิวหนัง จึงเป็นความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มเติม

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติผิวหนังของมนุษย์สามารถป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ทางผิวหนังได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังเกิดรอยปริแยกขึ้น ไม่ว่าจากการเกา การกระทบกระทั่งจนเกิดรอยถลอก หรือน้ำร้อนลวกเป็นแผลพุพอง การป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายบริเวณนั้นจะสูญเสียไป ดังนั้นการใช้น้ำมนต์เป่าไปยังจุดที่เป็นโรคงูสวัด และแผลน้ำร้อนลวกจึงมีโอกาสติดเชื้อโรคเพิ่มเติมสูง โรคงูสวัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยมักจะเป็นในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ความเสี่ยงในการติดเชื้ออื่นเพิ่มเติมจึงมีได้ง่าย เช่นเดียวกับแผลจากน้ำร้อนลวก ผิวหนังมีอาการบาดเจ็บเป็นแผล การใช้สิ่งที่ไม่สะอาดสัมผัสแผลโดยตรง อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ จนเข้าสู่กระแสโลหิตเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย จึงขอแนะนำว่าการรักษาโรคทางด้านผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้แพทย์ตรวจรักษาตามแนวทางและขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  เพื่อให้ผิวหนังของผู้ป่วยกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
ที่มา:sanook

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พบผู้เสียชีวิตราว 3 ล้านคนด้วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดจากการ "สูบบุหรี่"


องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ตอกย้ำถึงภัยร้ายของบุหรี่ ที่เป็นต้นตอของโรคร้ายที่คาดไม่ถึง ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้คน 3 ล้านคนทั่วโลกในทุกๆ ปี
รายงานของ WHO เปิดเผยรายงานเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ว่า การสูบบุหรี่ของผู้คนทั่วโลกลดลงจากร้อยละ 27 ในปี ค.ศ. 2000 เหลือเพียงร้อยละ 20 ในปี ค.ศ. 2016 และทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากกว่า 7 ล้านคน
แต่ที่น่าสนใจ คือ ผู้สูบบุหรี่ราว 3 ล้านคนต่อปีทั่วโลก เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด หรือ Cardiovascular ทั้งจากการสูบบุหรี่โดยตรงและการสูบบุหรี่มือสอง หรือ การรับควันบุหรี่ทางอ้อม จากจำนวนผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 18 ล้านคนต่อปี

ซึ่งนาย ดักลาส เบตต์เชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายป้องกันโรคไม่ติดต่อของ WHO ที่บอกว่า คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าการสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคปอด
แต่จากการศึกษาครั้งล่าสุดนี้พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าการสูบบุหรี่อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย และเส้นเลือดในสมองแตกได้เหมือนกัน เฉพาะที่จีน ผู้ทำการสำรวจถึงร้อยละ 73 ไม่เชื่อว่าการสูบบุหรี่เป็นต้นตอของโรคเส้นเลือดในสมองแตก และอีกร้อยละ 61 ไม่ทราบว่าบุหรี่เป็นสาเหตุของภาวะหัวใจวาย
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการฝ่ายป้องกันโรคไม่ติดต่อของ WHO เสนอว่า หากสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้วันนี้ ก็จะทำให้ความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดลดลงในเวลา 15 ปีข้างหน้า
ที่มา:sanook