แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถุงน้ำดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถุงน้ำดี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เช็กอาการปวดท้อง ปวดแบบไหน เป็นโรคอะไร?

อาการปวดท้อง เป็นอาการที่สามารถเป็นได้ทุกคน บางคนอาจเป็นแค่อาการเบสิก แต่อย่านึกว่าเป็นแล้วก็หายไม่อันตราย เพราะ บางรายปวดท้องเป็นประจำแต่ละเลยสุขภาพ ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาการปวดท้อง อาจเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายที่ควรจะไปพบแพทย์ได้แล้ว

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โทษของการกินอาหาร “รสจัด”...แต่ถ้าไม่อยากจบที่ “รสจืด” ต้องรู้วิธีเลี่ยง!



   คนที่หลงรักและมีความสุขนักกับการกิน เคยพูดไว้ว่า “จะอยู่อย่างไร เมื่อโลกไร้รสชาติ” รสชาติอาหารที่ถูกปากคืออรรถรสแห่งชีวิต เพียงได้ชิมก็เหมือนได้ยิ้มรับความสุข แต่แน่นอนว่า “ความอร่อย” ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดี “อาหารรสจัด” แม้โดนใจ แต่ร่างกายอาจไม่ชอบ!
     รสชาติเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม หรือรสเผ็ด ล้วนมีประโยชน์กับสุขภาพและกระตุ้นให้เราอยากอาหาร บางคนขอแค่ได้เติมพริกน้ำปลาอาหารตรงหน้าก็อร่อยขึ้น ร่างกายเรารับรู้รสชาติได้จากปุ่มรับรสที่ลิ้น มีเซลล์มากมายทำหน้าที่แยกรสชาติ เซลล์พวกนี้มีอายุอยู่แค่ 7 วัน หลังจากนั้นก็เสื่อมลง ยิ่งแก่เซลล์ยิ่งเหลือน้อย สังเกตดู.. คนแก่มากๆ ท่านจะไม่ค่อยรู้รสอาหารเท่าไหร่ สำหรับวัยหนุ่มสาว ถึงลิ้นจะยังดีพร้อมแฮปปี้กับทุกรสชาติ ก็ต้องระวัง อย่าอร่อยเพลินจนเกินร่างกายจะรับไหว เพราะอาหารที่มีรสจัดเกินไปให้โทษ มีอะไรบ้าง ตามมาดู!!
     รสเผ็ด อาหารรสเผ็ด นอกจากกินแล้วแซบตาตื่น ปลุกความสดชื่นในตัวคุณ ยังช่วยให้ปอดและลำไส้ทำงานปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น โทษของ “รสเผ็ด” คือถ้าเผ็ดไป ก็จะระคายเคืองกระเพาะอาหาร
     รสเปรี้ยว เรียกน้ำย่อย เรื่องนี้เห็นทีจะจริง เพราะความเปรี้ยวช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดี ช่วยฟอกเลือด ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟันและเป็นยาระบายอ่อน ๆ แต่โทษก็มีเช่นกัน คือ ทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และมีผลกับระบบน้ำเหลืองจนทำให้แผลหายช้า

     รสหวาน เมื่อร่างกายได้ความหวานจะรู้สึกสดชื่นมีแรงขึ้นมาก แต่อันตรายที่แฝงก็มากตามไปด้วย เพราะการกินหวานมากไป แต่ไม่ออกกำลังกายอาจทำให้ อ้วน ทั้งยังเป็นสาเหตุของความรู้สึก ง่วงนอนและขี้เกียจ สำหรับคนที่มี เสมหะในลำคอ บ่อยๆ สังเกตได้เลยว่ามักเป็นคนที่กินรสหวานจัด และแน่นอนว่าจากสถิติที่ผ่านมา คนกินรสหวานมักเสี่ยงเป็น “เบาหวาน” เพราะเมื่อกินอาหารรสหวานเข้าไปมากๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งถ้าเป็นเบาหวานอยู่แล้ว และกินหวานเข้าไปอีก ก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตราย นอกจากนี้ความหวานยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคไต มากขึ้นด้วย
     รสเค็ม แน่นอนว่าต้องมีทั้งดีและแย่ ประโยชน์ของรสเค็ม โซเดียมที่ร่างกายได้รับจะทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ช่วยควบคุมระดับความเป็นกรดและด่างของเลือด ส่วนโทษ คือ เมื่อเราได้รับโซเดียมจากเกลือและสะสมจนสูงกว่าปกติ ร่างกายจะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ยิ่งบ่อยก็ยิ่งคอแห้ง หิวน้ำตลอดและร้อนใน คนที่เป็นมากๆ อาจถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้เลย ที่สำคัญกินเค็มมาก โซเดียมในเลือดมาก ก็จะทำให้เลือดไหลเวียนช้าจนกลายเป็น “ความดันโลหิตสูง”
     กิน รสจัด ไม่ดี แต่กิน รสจืด ก็ไม่ถูกใจทำยังไงดี? บอกเลยว่าทางออกของคนชอบกิน หลงใหลในอาหารสจัดและยังอยากสุขภาพดี คือการเลือกเครื่องปรุงลดโซเดียมและน้ำตาล เช่น เครื่องปรุงรส ตรา กู๊ดไรฟ์ ที่พัฒนาสูตรโดย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้เกลือโพแทสเซียมแทนเกลือโซเดียม ทำให้รสชาติความเค็มยังที่ความอร่อยดีคงเดิม และยังใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล นักชิมทั้งหลายจึงวางใจได้ว่าปรุงอาหารรสชาติโปรดได้เหมือนเดิม โดยสูตรนี้สามารถลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาลได้ถึง 40-60% ดีกับคนรักสุขภาพ เหมาะที่จะนำไปปรุงอาหารอาหารคลีน ไม่ทำลายสุขภาพ และดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด เรียกว่ากินอาหารรสถูกปากได้สุขภาพดีด้วย สั่งซื้อเครื่องปรุงลดโซเดียมและน้ำตาล ได้ที่ www.goodlifeforyou.com
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ลดน้ำหนักไม่ถูกวิธี เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี”


หลายคนที่รู้จัก เริ่มเรียงคิวกันเข้ารับการผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกไปจากถุงน้ำดี บางรายถึงขั้นต้องตัดถุงน้ำดีออก เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ค่าผ่าตัดก็ไม่ใช่ย่อย ผ่าหน้าท้องก็ไม่แพง ใช้สิทธิประกันสังคมได้ แต่ถ้าผ่าตัดแบบส่องกล้อง ก็ต้องออกค่ารักษาเองหลายหมื่นเลยทีเดียว
หากใครไม่อยากจะไปเรียงคิวผ่าตัดกับเขาด้วย แถมยังเสียเงินโดยใช่เหตุไปอีกหลายหมื่น เรามาปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นนิ่วในถุงน้ำดีกันดีกว่าค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงของนิ่วในถุงน้ำดี

- พันธุกรรม หากพบสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมาก่อน คุณก็อาจจะมีความเสี่ยงไปด้วย
- เป็นโรคอ้วน หรืออยู่ในภาวะอ้วน เพราะคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน อาจมีปริมาณของคอเลสเตอรอลในน้ำดีมากกว่าปกติ
- ผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิด หรือให้ฮอร์โมนทดแทน อาจส่งผลต่อปริมาณคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดี และลดการเคลื่อนตัวของถุงน้ำดีได้
- อาการข้างเคียงจากโรคเบาหวาน
- ทานอาหารที่มีไขมันสูง กากใยอาหารต่ำ หรือการทานเนื้อติดมันมาก และไม่ทานผักผลไม้นั่นเอง
- ลดน้ำหนักไม่ถูกวิธี

ลดน้ำหนักไม่ถูกวิธี เสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี?

การลดน้ำหนักที่ไม่ถูกวิธีที่เราอาจพบได้บ่อยๆ คือการที่เราทำให้ร่างกายลดน้ำหนักลงอย่างฮวบฮาบรวดเร็วมากเกินไป ทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากขึ้น ถุงน้ำดีก็จะบีบตัวน้อยลง น้ำดีจึงค้างอยู่ในถุงน้ำดีนานมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดการตกตะกอนจนกลายเป็นนิ่วก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน


อาการของนิ่วในถุงน้ำดี

- ปวดท้องอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณที่มีถุงน้ำดี คือช่วงท้องส่วนบน หรือด้านขวา อาจจะปวดราว 15 นาที หรือปวดนานหลายชั่วโมงได้ อาจจะมีอาการปวดร้าวไปถึงกระดูกสะบัก หรือไหล่ขวาได้
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แสบร้อนยอดอก มีลมในกระเพาะอาหาร และมีอาการเสียดแน่นท้อง โดยเฉพาะหลังทานอาหารมันๆ
- หากเป็นถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน อาจมีไข้ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา อาจจะตัวเหลือง และปัสสาวะสีเข้มได้เช่นกัน

วิธีป้องกันอาการนิ่วในถุงน้ำดี

  1. ไม่ทานอาหารไขมันสูง เช่น เนื้อปิ้งย่าง ขาหมู หมูสามชั้น เบคอน ทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดมาตรฐาน
  3. ตรวจสุขภาพ วัดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด อย่าให้เกิดมาตรฐานเช่นกัน
  4. อย่าลดน้ำหนักอย่างหักโหม ค่อยๆ ลด เดือนละ 3-4 กิโลกรัมต่อเดือนก็พอ

ถุงน้ำดีเป็นเพียงที่พักน้ำดีที่ปล่อยออกมาจากตับ เพื่อช่วยในการย่อยอาหารจำพวกไขมันเท่านั้น ดังนั้นหากผู้ป่วยบางรายที่ถูกตัดถุงน้ำดีออกไป จะยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารประเภทไขมันอาจจะน้อยลงเล็กน้อย เพราะความเข้มข้นของน้ำดีไม่เท่าเดิม
ที่มา:sanook