แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

9 โรคที่ "ทันตแพทย์" สามารถสังเกตได้จากการ "ตรวจฟัน"

การเปิดปาก บอกอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด ไม่ได้หมายถึงแค่บอกสุขภาพฟัน หรือบอกทัศนคติเมื่อคุณเปิดปากพูด แต่หมายถึง ภายในช่องปากของคุณ สามารถบอกโรคภัยหรือสุขภาพร่างกายของคุณได้แบบแม่นๆ ด้วย

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โทษของการกินอาหาร “รสจัด”...แต่ถ้าไม่อยากจบที่ “รสจืด” ต้องรู้วิธีเลี่ยง!



   คนที่หลงรักและมีความสุขนักกับการกิน เคยพูดไว้ว่า “จะอยู่อย่างไร เมื่อโลกไร้รสชาติ” รสชาติอาหารที่ถูกปากคืออรรถรสแห่งชีวิต เพียงได้ชิมก็เหมือนได้ยิ้มรับความสุข แต่แน่นอนว่า “ความอร่อย” ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดี “อาหารรสจัด” แม้โดนใจ แต่ร่างกายอาจไม่ชอบ!
     รสชาติเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ขม หรือรสเผ็ด ล้วนมีประโยชน์กับสุขภาพและกระตุ้นให้เราอยากอาหาร บางคนขอแค่ได้เติมพริกน้ำปลาอาหารตรงหน้าก็อร่อยขึ้น ร่างกายเรารับรู้รสชาติได้จากปุ่มรับรสที่ลิ้น มีเซลล์มากมายทำหน้าที่แยกรสชาติ เซลล์พวกนี้มีอายุอยู่แค่ 7 วัน หลังจากนั้นก็เสื่อมลง ยิ่งแก่เซลล์ยิ่งเหลือน้อย สังเกตดู.. คนแก่มากๆ ท่านจะไม่ค่อยรู้รสอาหารเท่าไหร่ สำหรับวัยหนุ่มสาว ถึงลิ้นจะยังดีพร้อมแฮปปี้กับทุกรสชาติ ก็ต้องระวัง อย่าอร่อยเพลินจนเกินร่างกายจะรับไหว เพราะอาหารที่มีรสจัดเกินไปให้โทษ มีอะไรบ้าง ตามมาดู!!
     รสเผ็ด อาหารรสเผ็ด นอกจากกินแล้วแซบตาตื่น ปลุกความสดชื่นในตัวคุณ ยังช่วยให้ปอดและลำไส้ทำงานปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น โทษของ “รสเผ็ด” คือถ้าเผ็ดไป ก็จะระคายเคืองกระเพาะอาหาร
     รสเปรี้ยว เรียกน้ำย่อย เรื่องนี้เห็นทีจะจริง เพราะความเปรี้ยวช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดี ช่วยฟอกเลือด ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟันและเป็นยาระบายอ่อน ๆ แต่โทษก็มีเช่นกัน คือ ทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และมีผลกับระบบน้ำเหลืองจนทำให้แผลหายช้า

     รสหวาน เมื่อร่างกายได้ความหวานจะรู้สึกสดชื่นมีแรงขึ้นมาก แต่อันตรายที่แฝงก็มากตามไปด้วย เพราะการกินหวานมากไป แต่ไม่ออกกำลังกายอาจทำให้ อ้วน ทั้งยังเป็นสาเหตุของความรู้สึก ง่วงนอนและขี้เกียจ สำหรับคนที่มี เสมหะในลำคอ บ่อยๆ สังเกตได้เลยว่ามักเป็นคนที่กินรสหวานจัด และแน่นอนว่าจากสถิติที่ผ่านมา คนกินรสหวานมักเสี่ยงเป็น “เบาหวาน” เพราะเมื่อกินอาหารรสหวานเข้าไปมากๆ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขาดความสมดุล ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินออกมามากกว่าปกติเพื่อกำจัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ยิ่งถ้าเป็นเบาหวานอยู่แล้ว และกินหวานเข้าไปอีก ก็จะยิ่งให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตราย นอกจากนี้ความหวานยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคไต มากขึ้นด้วย
     รสเค็ม แน่นอนว่าต้องมีทั้งดีและแย่ ประโยชน์ของรสเค็ม โซเดียมที่ร่างกายได้รับจะทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ช่วยควบคุมระดับความเป็นกรดและด่างของเลือด ส่วนโทษ คือ เมื่อเราได้รับโซเดียมจากเกลือและสะสมจนสูงกว่าปกติ ร่างกายจะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ยิ่งบ่อยก็ยิ่งคอแห้ง หิวน้ำตลอดและร้อนใน คนที่เป็นมากๆ อาจถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้เลย ที่สำคัญกินเค็มมาก โซเดียมในเลือดมาก ก็จะทำให้เลือดไหลเวียนช้าจนกลายเป็น “ความดันโลหิตสูง”
     กิน รสจัด ไม่ดี แต่กิน รสจืด ก็ไม่ถูกใจทำยังไงดี? บอกเลยว่าทางออกของคนชอบกิน หลงใหลในอาหารสจัดและยังอยากสุขภาพดี คือการเลือกเครื่องปรุงลดโซเดียมและน้ำตาล เช่น เครื่องปรุงรส ตรา กู๊ดไรฟ์ ที่พัฒนาสูตรโดย สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้เกลือโพแทสเซียมแทนเกลือโซเดียม ทำให้รสชาติความเค็มยังที่ความอร่อยดีคงเดิม และยังใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล นักชิมทั้งหลายจึงวางใจได้ว่าปรุงอาหารรสชาติโปรดได้เหมือนเดิม โดยสูตรนี้สามารถลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาลได้ถึง 40-60% ดีกับคนรักสุขภาพ เหมาะที่จะนำไปปรุงอาหารอาหารคลีน ไม่ทำลายสุขภาพ และดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด เรียกว่ากินอาหารรสถูกปากได้สุขภาพดีด้วย สั่งซื้อเครื่องปรุงลดโซเดียมและน้ำตาล ได้ที่ www.goodlifeforyou.com
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

5 อาชีพเสี่ยงโรค “หลอดเลือดดำที่ขา” อันตรายถึงขั้นต้องผ่าตัด

5 อาชีพเสี่ยงโรค “หลอดเลือดดำที่ขา” อันตรายถึงขั้นต้องผ่าตัด
นอกจากโรคอันตรายที่เกี่ยวกับหัวใจ เบาหวาน ตับ ไต และสมองแล้ว เราอาจจะละเลยไปว่าอวัยวะที่เราใช้งานอยู่ทุกวันอย่าง “ขา” ก็ควรได้รับการดูแล และเอาใจใส่ไปไม่น้อยกว่าอวัยวะอื่นๆ เช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากไม่รู้จักโรคหลอดเลือดดำที่ขา ทั้งๆ ที่อันตราย และวัยทำงานมีความเสี่ยงมากที่สุด
หลอดเลือดดำที่ขา คืออะไร?
หลอดเลือดดำที่ขา เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของหลอดเลือดดำ ทำให้การไหลเวียนของเลือดกลับสู่หัวใจไม่สะดวก เกิดการคั่งค้างของเลือด อาจทำให้ขาปวดบวมอักเสบได้
อันตรายของโรคหลอดเลือดดำที่ขา
หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจมีความเสี่ยงทำให้หลอดเลือดดำเสื่อมสภาพมากขึ้นจนเห็นได้ชัด อาจส่งผลกระทบถึงระบบหลอดเลือดฝอย และระบบน้ำเหลืองซึ่งอยู่ต่อเนื่องกัน ทำให้การหมุนเวียนเลือด และน้ำเหลืองผิดปกติ เกิดการคั่งค้างทำให้เกิดอาการบวมอักเสบ และลุกลามจนเป็นแผลเรื้อรัง หรือเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เส้นเลือดขอดอักเสบ แผลเรื้อรัง จนอาจต้องทานยา หรือเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคดังกล่าว
 
ผู้ที่มีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดดำที่ขา
ทุกอาชีพที่มีการใช้งานขาอย่างหนัก และยาวนาน ผู้ที่ต้องยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ เช่น
  1. ครู อาจารย์
  2. หมอ พยาบาล
  3. ตำรวจจราจร
  4. แม่ค้าพ่อค้า
  5. ช่างตัดผม ช่างเสริมสวย 
อาการของโรคหลอดเลือดดำที่ขา
ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดขา อาจรู้สึกขาหนักถ่วงๆ เมื่อยล้า บวม ชา หรือร้อนวูบวาบ ในบางครั้งมักเป็นตะคริวในเวลาเย็นหรือกลางคืน โดยที่อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำ จนกระทั่งรบกวนความรู้สึก และการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้อาจสังเกตเห็นเป็นเส้นเลือดขอด หรือที่ขา และเท้ามีอาการบวมอย่างชัดเจนร่วมด้วย 
วิธีรักษาโรคหลอดเลือดดำที่ขา
หากพบอาการผิดปกติตั้งแต่ช่วงแรกๆ อาจแนะนำให้ลดพฤติกรรมในการยืนอยู่กับที่นานๆ โดยไม่มีการนั่งพัก หรือเปลี่ยนอิริยาบถ แต่หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำที่ขาเรียบร้อยแล้ว ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เพื่อฉีดยา หรือรับยาที่ช่วยรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ และช่วยบรรเทาอาการต่างๆ มาทานที่บ้าน และ/หรือพิจารณาเข้ารับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขอาการเส้นเลือดขอด ลิ่มเลือดอุดตัน  และอาการอื่นๆ
ที่มา:sanook

5 อาชีพเสี่ยงโรค “หลอดเลือดดำที่ขา” อันตรายถึงขั้นต้องผ่าตัด เกี่ยวกับ หลอดเลือดดำท