แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคผิวหนัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคผิวหนัง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565

“หูด” โรคผิวหนังที่พบบ่อย มีกี่ชนิด พร้อมสาเหตุ-วิธีรักษา

 โรคหูด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยไม่จำกัดเพศ และอายุ แม้ว่าจะไม่ได้อันตรายมากนัก แต่ต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจเป็นแผลติดเชื้อที่หนักกว่าเดิม รักษายากกว่าเดิมได้

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564

จริงหรือไม่? "งูสวัด" ขึ้นวนรอบตัว จะเสียชีวิต

 ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง โรคงูสวัด หากขึ้นวนรอบตัวจะทำให้เสียชีวิต ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

"ผมร่วง" อาการข้างเคียงที่พบได้จาก "โควิด-19"

 แพทย์ผิวหนังชี้ “ภาวะผมร่วง” อาการที่เกิดขึ้นได้หลังการติดเชื้อโควิด-19

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง ชี้ภาวะผมร่วงหลังการติดเชื้อโควิด-19 สาเหตุเกิดจากความเครียดและมีการกระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบซึ่งส่งผลต่อวงจรชีวิตของผมทำให้วงจรผมมีการเปลี่ยนเร็วกว่าปกติ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการรักษาที่ถูกวิธี

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

9 วิธีลด "ผื่นคัน" บนผิวหนังอย่างรวดเร็ว

คนที่มีผื่นคันไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง มีอาการแพ้ หรือสาเหตุจากอะไรก็ตาม อาจรู้สึกรำคาญ และรบกวนการใช้ชีวิตเป็นเวลานานกว่าจะหาย หากอยากให้ผื่นคันหายไปเร็วๆ มีเคล็ดลับดีๆ จาก นพ.นันทพล พงศ์รัตนามาน อาจารย์ที่ปรึกษา แผนกศัลยศาสตร์หลอดเลือด ร.พ.พระมงกุฎเกล้า หรือ หมอท็อป เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ Doctor Top กันได้เลย

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562

"ผิวแห้ง กระเนื้อ ผมร่วง มะเร็งผิวหนัง" ปัญหาผู้สูงอายุที่ควรดูแล

ผู้สูงอายุอาจมีปัญหาโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย เช่น ผิวแห้ง ผื่นคันจากอาการแพ้ ผมร่วงและคันศีรษะจนถึงมะเร็งผิวหนัง หากมีตุ่ม ก้อนเนื้อ แผลเรื้อรัง หรือพบว่าไฝมีขนาดใหญ่ขึ้น สีเปลี่ยน มีเลือดออก ควรรีบพบแพทย์ผิวหนังทันที

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

“โรคเพมฟิกอยด์ หรือ โรคตุ่มน้ำพอง” คืออะไร สาเหตุของโรค และวิธีรักษา

โรคเพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid) หรือ โรคตุ่มน้ำพองใส ไม่ใช่โรคติดต่อ สามารถสัมผัสและอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้ตามปกติ แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสหายได้

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

วิธีลดปัญหา "เชื้อรา-กลิ่นอับ" จากเสื้อผ้า-รองเท้าเปียกฝน ลดเสี่ยงโรคผิวหนัง

เสื้อผ้าและรองเท้าที่เปียกชื้นจากฝนตก ต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ช่วยลดปัญหากลิ่นอับ ปัญหาเชื้อราและไม่เสี่ยงโรคผิวหนัง

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

4 “โรคผิวหนัง” อันตรายที่พบบ่อยในหน้าร้อน พร้อมวิธีป้องกัน

ความร้อนจากแสงแดดส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังได้ ดังนั้นจึงควรอยู่ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก ทาครีมกันแดดเมื่อต้องออกนอกบ้าน และหากพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง ควรรีบพบแพทย์

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อันตรายจากการซื้อ "ยาหยอดตา" มาใช้เอง


กรมการแพทย์ชี้อันตรายจากการซื้อยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาใช้เอง เสี่ยงตาบอด แนะใช้ภายใต้การควบคุมดูแลจากแพทย์และควรใช้อย่างระมัดระวัง

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แพทย์ชี้ ใช้ "น้ำมนต์" รักษาโรคผิวหนังเสี่ยงติดเชื้อ

สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์  ชี้ “ใช้น้ำมนต์รักษาโรคผิวหนัง เสี่ยงติดเชื้อ” ทำให้การรักษามีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น และอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการแชร์ข้อความผ่านสื่อเรื่องการใช้น้ำมนต์รักษาผู้ป่วยโรคผิวหนังอย่างต่อเนื่อง กรมการแพทย์จึงขอให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพื่อป้องกันความเชื่อที่ว่าการใช้น้ำมนต์สามารถรักษาโรคผิวหนังให้หายได้ เนื่องจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าการรักษาโรคผิวหนัง ต้องมีความระมัดระวังเนื่องจากเมื่อผิวหนังเกิดโรคต่างๆ ขึ้น เช่น งูสวัด แผลน้ำร้อนลวก หรือการอักเสบอื่น ๆ ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ มักมีการปริแยก ซึ่งเป็นช่องทางที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย การใช้ยาเพื่อการรักษายังต้องมีการฆ่าเชื้อและการจัดเก็บแบบปลอดเชื้ออย่างดีก่อนนำมาใช้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำเติม ดังนั้น การใช้น้ำมนต์ ซึ่งไม่มีการดูแลเรื่องความสะอาด และใช้ปากอมพ่นใส่ตรงจุดที่มีรอยปริแยกของผิวหนัง จึงเป็นความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มเติม

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปกติผิวหนังของมนุษย์สามารถป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ทางผิวหนังได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังเกิดรอยปริแยกขึ้น ไม่ว่าจากการเกา การกระทบกระทั่งจนเกิดรอยถลอก หรือน้ำร้อนลวกเป็นแผลพุพอง การป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายบริเวณนั้นจะสูญเสียไป ดังนั้นการใช้น้ำมนต์เป่าไปยังจุดที่เป็นโรคงูสวัด และแผลน้ำร้อนลวกจึงมีโอกาสติดเชื้อโรคเพิ่มเติมสูง โรคงูสวัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยมักจะเป็นในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดลง ความเสี่ยงในการติดเชื้ออื่นเพิ่มเติมจึงมีได้ง่าย เช่นเดียวกับแผลจากน้ำร้อนลวก ผิวหนังมีอาการบาดเจ็บเป็นแผล การใช้สิ่งที่ไม่สะอาดสัมผัสแผลโดยตรง อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ จนเข้าสู่กระแสโลหิตเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย จึงขอแนะนำว่าการรักษาโรคทางด้านผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้แพทย์ตรวจรักษาตามแนวทางและขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  เพื่อให้ผิวหนังของผู้ป่วยกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

"คันทวารหนัก" จากเรื่องเล็กๆ สู่สัญญาณอันตรายของโรคร้าย


เคยไหมคะ? รู้สึกคันยุบยิบๆ ที่รูทวารหนัก คันจนรู้สึกอยากเอานิ้วไปเกา แต่ถ้านั่งอยู่นอกบ้านก็ได้แต่นั่งบิดตัวไปมา จะเล่าให้ใครฟังก็อาย แถมยังมีอาการอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาด้วย
จริงๆ แล้วเราอยากแนะนำให้ไปหาหมอ แต่ถ้าอยากสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อน ก็มาดูกันว่าที่คันๆ อยู่เนี่ย เป็นเพราะอะไร

คันทวารหนัก เกิดจากสาเหตุอะไร?
อาการคันทวารหนักยุบยิบๆ อาจเป็นสัญญาณอาการเริ่มแรกของอาการผิดปกติอื่นๆ ในร่างกายได้

- ทวารหนักอับชื้น เช็ดไม่แห้งก่อนสวมกางเกงใน/กางเกง หรืออาจจะเพราะมีน้ำหนักตัวมาก อ้วนมากจนเกิดความอับชื้นตลอดเวลา
- เป็นโรคผิวหนัง ภูมิแพ้ เชื้อรา ติดเชื้อไวรัส เป็นหูด ฝี หรือมีแผล
- เช็ดก้นไม่สะอาด หลังถ่ายอุจจาระ
- อยู่ในภาวะอุจจาระไหลซึม สำหรับใครที่มีอาการหูรูดทวารหนักเสื่อม หรือเป็นโรคอื่นๆ เช่น ท้องผูก/ท้องเสียเรื้อรัง หรือมีเนื้องอก
- ระคายเคืองจากอาหารบางชนิดที่ทานเข้าไป เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ นม (สำหรับคนที่แพ้) มะเขือเทศ อาหารรจัด
- ติดเชื้อจากโรคทางเพศสัมพันธ์ กรณีที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาเคมีบำบัดบางตัว
- โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวาน ดีซ่าน ไทรอยด์ โรคไต
- ผิวหนังรอบทวารหนักเกิดอาการระคายเคืองจากสิ่งที่เราใช้ เช่น กางเกงใน ผ้าอนามัย แป้ง ทิชชู่ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ หรือยาเหน็บ
- อาจเป็นอาการข้างเคียงของโรคมะเร็งผิวหนัง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว
แต่นอกจากนี้แพทย์อาจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
 bum-2
ลดอาการคันทวารหนักได้อย่างไร?
หากเราทราบสาเหตุที่แน่ชัดได้แล้ว ก็ให้เลิกพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น รักษาความสะอาดให้มากขึ้น ใช้ทิชชู่ซับก้นให้แห้งก่อนสวมกางเกงใน เลือกเนื้อผ้าชั้นในให้มีการระบายอากาศได้ดี เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดทวารหนัก ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใช้ในการซักชั้นใน และกางเกง กระโปรง หากพบความผิดปกติอื่นๆ เช่น มีอุจจาระซึม มีแผล นอกจากจะคันแล้วยังมีอาการเจ็บ หรือแสบ และอื่นๆ ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องค่ะ
ที่มา:sanook