แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไข้เลือดออก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไข้เลือดออก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565

โควิด-19, ไข้เลือดออก, ไข้หวัดใหญ่ อาการแตกต่างกันอย่างไร

 อาการของโควิด-19, ไข้เลือดออก, ไข้หวัดใหญ่ อาจจะใกล้เคียงกันจนแยกไม่ค่อยออก แต่จริงๆ แล้วมีจุดสังเกตง่ายๆ อยู่ หากสงสัยว่าเป็นโรคไหน จะได้เตรียมรับมือได้ถูกวิธี

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565

โควิด-19 vs ไข้เลือดออก อาการแตกต่างกันอย่างไร

 ในช่วงที่โควิด-19 ก็ยังระบาด แต่ไข้เลือดออกก็ไม่เคยไปไหน เราจะแยกสองโรคนี้ออกจากกันได้อย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564

6 โรคอันตรายที่มากับ "น้ำท่วม" กันไว้ดีกว่าแก้

 ใครที่เผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมบ่อยๆ จะเข้าใจว่าทุกข์แรกที่น้องน้ำจะพามาคือความเสียหาย แต่รู้หรือเปล่าว่าทุกข์ที่สองที่ตามมาติดๆ คือปัญหาสุขภาพนี่แหละ และในตอนนี้ที่กำลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในหลายๆ จังหวัด สวดมนต์อย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะนอกจากปัญหาปากท้องแล้ว ปัญหาสุขภาพก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน วันนี้เราเลยมาชวนทำความรู้จัก 6 โรคอันตรายที่มากับน้ำไว้ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับเรา

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อันตรายของ "ไข้เลือดออกในเด็ก" ช่วงหน้าฝน-เปิดเทอม

ช่วงหน้าร้อนเข้าหน้าฝน โรคที่มักระบาดกันอยู่บ่อยๆ ทุกปีคงหนีไม่พ้น “ไข้เลือดออก” เพราะหากเราไม่ระมัดระวังถูกยุงลายกัด ที่แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วในช่วงอากาศร้อนชื้น อาจทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไข้เลือดออกในเด็กที่มีโอกาสเสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่าผู้ใหญ่

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562

"ไข้เลือดออก" กับ 4 อาการเด่น-ความรุนแรงของโรคที่ควรสังเกต

ไข้เลือดออกคือโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่ ที่มียุงลายเป็นพาหะ ในประเทศไทยไวรัสเดงกี่เป็นเชื้อที่ก่อโรค จึงชื่อว่าไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue Haemorrhagic Virus) มีรายงานครั้งแรกใน พ.ศ. 2501  ปัจจุบันไข้เลือดออกเดงกี่พบการติดเชื้อได้ในหลายประเทศ ในประเทศไทยแต่ละปีมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อหลายหมื่นจนถึงแสนราย โรคนี้พบมากในฤดูฝน ช่วงพฤษภาคมถึงกันยายน พบในเด็กอายุ 5-9 ปีมากที่สุด รองลงมา 10-14 ปี แรกเกิดถึง 4 ปี และ15 ปีขึ้นไป ตามลำดับ มีจำนวนทั้งชายและหญิงมีจำนวนใกล้เคียงกัน และยังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและวงการแพทย์ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งยุงลายมี 2 ชนิด ได้แก่ยุงลายสวนและยุงลายบ้าน ที่พบกันบ่อยที่สุดคือยุงลายบ้าน พบในบ้าน บริเวณรอบบ้าน มีหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ Aedes Aegypti และเป็นยุงลายเพศเมีย หากินในเวลากลางวัน ชอบวางไข่ในน้ำนิ่งที่ค่อนข้างสะอาด และเชื้อไวรัสจะอยู่ในตัวยุงได้ตลอดชั่วชีวิตของยุงตัวนั้นประมาณ 1-2 เดือน

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

5 โรคอันตรายถึงชีวิตที่มาพร้อม “ยุง”

ถึงแม้ว่าเราจะพบเห็น “ยุง” ในเมืองไทยกันบ่อยจนเป็นเรื่องธรรมดา เห็นเกาะแขนเกาะขา หรือบินวนๆ อยู่รอบๆ ก็หันไปตบกันเปาะแปะๆ หรือถูกกัดเมื่อไรก็ปล่อยทิ้งไว้บ้าง ทายาหม่องบ้าง เดี๋ยวก็หายไปเอง แต่จริงๆ แล้วแค่ “ยุงกัด” เนี่ยแหละที่ทำให้คนตัวใหญ่ๆ ล้มหมอนนอนเสื่อ เข้าโรงพยาบาล หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตมาแล้ว จะมีโรคอะไรบ้าง  มีคำตอบค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

"ไข้เลือดออก" รอบสอง เป็นแล้วก็เป็นได้อีก แถมยังรุนแรงขึ้นด้วย


คุณสามารถติดเชื้อไข้เลือดออกได้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หรือสอง แต่อาจหลายครั้ง โดยเมื่อเป็น ไข้เลือดออก รอบสอง หรือรอบต่อๆ มานั้น มักจะมีอาการหนักและรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้าเสมอ
ใช่แล้ว ไข้เลือดออกโจมตีเราได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) โรคไข้เลือดออกมีการแพร่ระบาดในกว่าหนึ่งร้อยประเทศทั่วโลก และประมาณว่ามีผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้ถึงสามพันล้านคน หรือราวครึ่งหนึ่งของประชากรโลกเลยทีเดียว
สำหรับสถิติในประเทศไทยนั้น มีผู้ป่วยไข้เลือดออกเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศฟิลิปปินส์ โดยกลุ่มอายุที่เป็นไข้เลือดออกมากที่สุด คืออายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ 5-9 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปีตามลำดับ เรียกได้ว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย โดยสองสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก็คือภาวะเลือดออกมาก และเลือดรั่วจากเส้นเลือดจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต
ไวรัสเด็งกี่ (Dengue) ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ โดยในประเทศไทยมีการะบาดของทั้งสี่สายพันธุ์หมุนเวียนกันไปตามแต่พื้นที่ และจากการที่ไวรัสเด็งกี่มีหลายสายพันธุ์เช่นนี้ ทำให้เกิดโอกาสเป็นอย่างมากว่า เราอาจจะติดเชื้อและเป็นไข้เลือดออกได้มากกว่าหนึ่งครั้ง และที่ร้ายที่สุดก็คือ ในครั้งถัดมาของการติดเชื้อ อาการของโรคมักจะหนักมากกว่าครั้งก่อน และอาจหนักขึ้นจนถึงแก่ชีวิตเลยก็เป็นได้

ทำไมครั้งต่อมาถึงหนักหนากว่าครั้งแรก

ก่อนหน้านี้เราทราบกันแต่เพียงว่า การเป็น ไข้เลือดออก รอบสอง นั้น มักจะมีอาการหนักกว่าครั้งแรก แต่ก็ยังไม่เข้าใจชัดเจนว่าเพราะเหตุใด แต่ในตอนนี้ ได้มีงานวิจัยที่ออกมาชี้ชัดแล้วว่า ทำไมการติดเชื้อครั้งต่อมาถึงร้ายแรงขึ้น
จากการศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลระหว่างปี 2004-2016 ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กอายุ 2-14 ปี จำนวน 6,684 คน เพื่อดูว่าทำไมเด็กจึงมักจะเกิดไข้เลือดออกชนิดที่ร้ายแรง (dengue hemorrhagic fever และ dengue shock syndrome) เมื่อมีการติดเชื้อครั้งที่สอง คำตอบที่เรียบง่ายในเรื่องนี้ก็คือ ในการติดเชื้อครั้งแรกนั้น ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานตามปกติด้วยการสร้างแอนตี้บอดี้มาต่อสู้กับการรุกรานของไวรัส แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือแอนตี้บอดี้เหล่านี้สามารถสับสนได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์อื่นในภายหลัง หรือแม้กระทั่งสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์เดียวกันก็ตาม โดยในการติดเชื้อครั้งที่สองนี้ แอนตี้บอดี้อาจจะรับรู้ถึงการเข้ามาของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ แต่จะทำงานได้ไม่ดีพอในการกำจัดมันออกจากระบบ และแทนที่จะกำจัดมันออกไป แอนตี้บอดี้กลับไปจับตัวกับไวรัสที่เข้ามาใหม่ ในแบบที่กลับช่วยให้มันรุกรานระบบภูมิคุ้มกันและทำให้มันกระจายตัวไปมากยิ่งขึ้น และทำให้การติดเชื้อครั้งที่สองหรือครั้งต่อมายิ่งรุนแรงขึ้น

ไม่ได้เป็นไข้เลือดออกครั้งแรก ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง

ดังนั้น จึงเป็นจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องแจ้งให้หมอทราบเสมอว่า คุณเคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน หากคุณเข้ารับการรักษาอาการที่อาจจะเป็นไข้เลือดออกได้ เพื่อให้หมอสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับอาการร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณติดเชื้อไข้เลือดออกเป็นครั้งที่สองหรือสามหรือสี่ วัคซีนไข้เลือดออก อาจช่วยคุณได้

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

วัคซีนไข้เลือดออกซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 พร้อมกับอีก 17 ประเทศที่ให้การรับรองในการนำวัคซีนตัวนี้มาใช้ได้ โดยวัคซีนจะสามารถช่วยป้องกันไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ได้ 65.6% และป้องกันความรุนแรงของโรคได้ถึง 93.2%
ถึงแม้จะมีข่าวเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน ในกลุ่มเด็กที่ไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน จนทำให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องประโยชน์ของวัคซีนในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน แต่ในกรณีของผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนนั้น เมื่อได้รับวัคซีนจะสามารถป้องกันไข้เลือดอกได้มากถึง 81.9% เนื่องจากวัคซีนไข้เลือดออกเกิดจากการผสมกันระหว่างวัคซีนเชื้อไข้เหลืองที่มีใช้มานาน พ่วงกับเชื้อไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ จึงไม่ใช่วัคซีนที่เป็นเชื้อไข้เลือดออกล้วนๆ ทำให้กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ได้
การฉีดวัคซีนไข้เลือดออกกำหนดให้ฉีดสามครั้ง โดยเว้นระยะ 6 และ 12 เดือน การฉีดแต่ละคร้งจะทำให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าจะป้องกันโรคได้นานแค่ไหน แต่จากการติดตามผู้ที่ฉีดวัคซีนนี้มาเป็นเวลา 6 ปี ก็พบว่ายังมีภูมิคุ้มกันสูงอยู่
ดังนั้น สำหรับผู้ที่เป็นไข้เลือดออกมาแล้ว และมักปรากฏอาการร้ายแรงในการติดเชื้อครั้งที่สองหรือครั้งต่อๆ การป้องกันไม่ให้โรคมาเยือนซ้ำสองจึงเป็นหัวใจสำคัญ และการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ก็ดูเหมือนจะเป็นการสร้าง “แต้มต่อ” ที่สำคัญในการป้องกันตัวเองจากไข้เลือดออก
ที่มา:sanook