แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เส้นประสาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เส้นประสาท แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565

"เจ็บหน้าอก" สัญญาณอันตรายของหลายโรคร้าย

อาการ เจ็บหน้าอก เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพิกเฉยด้วยประการทั้งปวง หลายคนมักคิดว่า อาการเจ็บหน้าอกเป็นอาการของโรคหัวใจ แต่อาการนี้อาจบ่งชี้ถึงอาการโรคอื่นๆ ที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น โรคเกี่ยวกับปอด หลอดอาหาร ซี่โครง เส้นประสาท ล้วนนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอกได้ บทความนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บหน้าอก เพื่อที่คุณจะสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาได้ทันท่วงที

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2564

"จมูกไม่ได้กลิ่น" นอกจาก "โควิด-19" อาจเป็นโรคอะไรได้อีก

 ไม่ใช่แค่โควิด-19 ที่น่าสงสัย แต่เมื่อไรก็ตามที่จมูกเริ่มไม่ค่อยได้กลิ่น อาจสงสัยว่าเป็นโรคเหล่านี้ได้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2564

ปวดคอเรื้อรัง ระวังโรค "หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท"

 

โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท เกิดได้ทั้งกระดูกสันหลังที่คอและเอว ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวด ชา หรืออ่อนแรง แม้ในบางรายอาจจะไม่มีอาการรุนแรง แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562

การรักษา "โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้" ด้วย CO2 LASER

อาการคัดแน่นจมูกเรื้อรัง หรือมีการอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณจมูก ที่เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกบวมอักเสบเรื้อรัง หรือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยที่สุดในคลินิกโรคภูมิแพ้ ถึงแม้ว่าอาการคัดจมูกเรื้อรังจะไม่มีอันตรายต่อชีวิต แต่โรคนี้ก็มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะในผู้ป่วยที่มีอาการคัดแน่นจมูกเรื้อรัง มักมีอาการปวดมึนศีรษะร่วมด้วยเนื่องจากมีภาวะสุญญากาศในโพรงไซนัสที่เรียกว่า Vacuum headache

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

อ้าปากแล้วปวดกราม เสี่ยง "โรคข้อต่อขากรรไกร"

ถ้ามีอาการปวด และเจ็บบริเวณข้อต่อขากรรไกร อ้าหรือขยับปากลำบาก ขากรรไกรค้าง ร่วมกับปวดศีรษะบ่อยๆ อาจเสี่ยงโรคข้อต่อขากรรไกร 

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

แพทย์เตือน! ภูมิคุ้มกันผิดปกติ เสี่ยง "โรคไขสันหลักอักเสบ"


สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์  เตือนโรคไขสันหลังอักเสบ เป็นโรคที่มีอาการอักเสบของปลอกหุ้มเส้นประสาทในไขสันหลัง สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเข้าทำลายไขสันหลัง หรืออาจเกิดภายหลังการติดเชื้อ

โรคไขสันหลังอักเสบ คืออะไร?

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคไขสันหลังอักเสบ คือโรคที่มีอาการอักเสบของปลอกหุ้มเส้นประสาทในไขสันหลัง สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือเกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเข้าทำลายไขสันหลัง หรืออาจเกิดภายหลังการติดเชื้อ อาทิ โรคติดเชื้อไวรัส โรคทางภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติ เช่น โรคเอส แอล อี โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง การได้รับวัคซีน เช่น วัคซีนโรคหัด โรคคางทูม

อาการของโรคไขสันหลังอักเสบ

โรคไขสันหลังอักเสบส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการแสดงของโรคดังกล่าว จะเป็นดังต่อไปนี้
  • แขนขา อ่อนแรง ชา
  • มีอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
  • บางรายจะมีอาการแสบร้อน หรือมีอาการคล้ายมีอะไรมารัดตามตัว
  • มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคล้ายเป็นตะคริว


การวินิจฉัยโรคเพื่อหาสาเหตุของไขสันหลังอักเสบ

  1. การส่งตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูตำแหน่งรอยโรค และเพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจแสดงอาการคล้ายคลึงกัน เช่น การมีก้อนมากดทับไขสันหลัง
  2. การตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อดูการอักเสบ และส่งตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไขสันหลังอักเสบ
  3. การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ซึ่งจะบอกสาเหตุที่แน่ชัดและช่วยวางแผนการรักษาในระยะยาว

การรักษาโรคไขสันหลังอักเสบ

การรักษาถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสต้องให้ยาต้านไวรัส แต่หากเกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติในระยะเฉียบพลัน จำเป็นต้องได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูงทางหลอดเลือดดำ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา สำหรับการรักษาในระยะยาวขึ้นอยู่กับผลของการตรวจเลือด ถ้าพบว่ามีการกำเริบของโรคจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง   ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นเวลาอย่างน้อย 3 – 5 ปี   ส่วนในกรณีที่เป็นโรคไขสันหลังอักเสบแต่ไม่พบการกำเริบของโรค ผู้ป่วยจะได้รับยากดภูมิคุ้มกันเพียงระยะสั้น 6 เดือน เนื่องจากยากดภูมิคุ้มกันมีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ เบาหวาน ไขมันสูง กระดูกพรุน เป็นต้น

การป้องกันโรคไขสันหลังอักเสบ

การป้องกันภาวะปลอกหุ้มเส้นประสาทไขสันหลังอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสนั้น ไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง อาจป้องกันโดยการรักษาสุขอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส โดยผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองที่ดีเมื่อเป็นโรคไขสันหลังอักเสบ คือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทำกายภาพบำบัด ฝึกการขับถ่ายตามแพทย์แนะนำ ดูแลอย่าให้ท้องผูก ป้องกันการติดเชื้อ ในระบบทางเดินปัสสาวะ ทานยาให้ครบถ้วน ไม่ขาดยา และควรไปพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการแขนขาอ่อนแรงมากขึ้น
นายแพทย์เมธา อภิวัฒนากุล นายแพทย์เชี่ยวชาญ  ด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยของการเกิดโรคเกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง อาจมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ร่วมกับปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้น เช่น การติดเชื้อไวรัส
ที่มา:sanook