แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวัยวะเพศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวัยวะเพศ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565

รู้จัก ภาวะบวมน้ำเหลือง อาการ และอันตรายต่อร่างกาย

 พูดถึง “น้ำเหลือง” หลายคนอาจนึกถึงแผลที่อักเสบน้ำเหลืองไหลหรืออะไรที่น่ากลัว ในบางรายอาจพบภาวะ “บวมน้ำเหลือง” ได้ด้วย

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ใส่ผ้าอนามัยนานๆ เสี่ยง "มะเร็งปากมดลูก" จริงหรือ

 การใส่ผ้าอนามัยนานๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV และส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากเพศสัมพันธ์ผ่านการสัมผัสผิวหรือเยื่อบุของอวัยวะเพศ

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

หลั่งข้างนอก... เสี่ยงท้องแค่ไหน?

หลายคนมักคิดว่าวิธีการคุมกำเนิดที่ง่ายและได้ผลคือการหลั่งภายนอกหรือการหลั่งน้ำอสุจินอกช่องคลอด ทั้งที่ความจริงแล้ววิธีนี้มีโอกาสพลาดตั้งท้องสูง

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

5 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบมากไม่แพ้เอดส์


โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ได้มีเพียงโรคเอดส์เท่านั้น แถมยังพบผู้ป่วยเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปีอีกด้วย จากสรุปรายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ประจำปี 2557 จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข พบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญทั้ง 5 โรค ได้แก่

1. ซิฟิลิส

อาการ : มีตุ่มแดงแตกออกเป็นแผลที่อวัยวะเพศ ตรงบริเวณที่เชื้อเข้า หรืออาจพบที่อัณฑะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือริมฝีปาก แผลอาจไม่เจ็บ และหายเองภายใน 1-5 สัปดาห์ แต่เชื้อยังอยู่ในกระแสเลือด หากปล่อยต่อไปอาจมีผื่นสีน้ำตาลขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า ไม่คัน หูดขึ้นบริเวณอับชื้น เช่น รักแร้ ทวารหนัก ขาหนีบ หรืออาจผมร่วงเป็นหย่อมๆ หากร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เชื้ออาจทำลายอวัยวะภายใน เช่น หัวใจและหลอดเลือด สมอง ตาบอด หรือกระดูกหักง่าย

2. หนองใน

อาการ : มีอาการระคายเคืองที่ท่อปัสสาวะ ปวดแสบเมื่อปัสสาวะ มีหนองสีเหลืองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ หากเป็นผู้หญิงอาจมีตกขาว หรือเลือดผิดปกติ

3. หนองในเทียม

อาการ : เป็นการอักเสบของท่อปัสสาวะที่เกิดเชื้อโรคที่ไม่ใช่หนองในแท้ อาการที่พบคล้ายโรคหนองใน คือหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศ และปวดแสบร้อนเมื่อปัสสาวะ ผู้ชายอาจรู้สึกปวดหน่วงที่อวัยวะเพศ และอัณฑะอักเสบ ผู้หญิงอาจปัสสาวะขัด ตกขาว ปวดท้องน้อย และเลือดออกเมื่อมีเพศสัมพันธ์
4. แผลริมอ่อน

อาการ : พบตุ่มนูน และเจ็บบริเวณเส้นสองสลึง หลังจากนี้จะมีแผลเล็กๆ ก้นแผลมีหนอง ขอบแผลนูนไม่เรียบ นุ่ม ไม่แข็ง ผู้ชายจะเจ็บมาก แต่ผู้หญิงอาจไม่เจ็บ จึงทำให้เกิดการติดต่อสู่ผู้อื่นได้ง่าย ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต กดเจ็บ หากแตกเป็นหนองจะเรียกว่าฝีมะม่วง

5. ฝีมะม่วง

อาการ : มีแผลที่อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต มีหนองไหลออกมา นอกจากนี้ยังมีอาการท่อปัสสาวะอักเสบ และอาจมีหนองและเลือดออกมาจากรูทวาร เมื่อปวดเบ่งอุจจาระ

ที่น่าตกใจคือ พบว่าผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อยู่ในช่วงอายุ 10-24 ปีเท่านั้น และอยู่ในอัตราสูงอีกด้วย ดังนั้นนอกจากตัวผู้อ่านเองแล้ว ควรหมั่นตรวจพฤติกรรมลูกหลานของท่าน ให้รู้จักการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรค และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรด้วยนะคะ
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

แป้งฝุ่น สาเหตุ โรคปอด-มะเร็งรังไข่ จริงหรือ?


หากใครที่ติดตามข่าวต่างประเทศมาบ้างจะพบว่า มีข่าวผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ยื่นฟ้องร้องบริษัทผลิตแป้งฝุ่นทาตัวชื่อดัง ว่าไม่ทำการติดฉลากพร้อมคำเตือนถึงการใช้แป้งฝุ่นแล้วจะเพิ่มความเสี่ยง และอันตรายในการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ หลังจากที่เธอใช้แป้งฝุ่นยี่ห้อดังกล่าวเพื่อลดความอับชื้น และลดกลิ่นบริเวณอวัยวะเพศมานานนับสิบปี
คำถามคือ การใช้แป้งฝุ่นบริเวณอวัยวะเพศ เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ได้จริงหรือไม่

แป้งฝุ่น ทำมาจากอะไร?
แป้งฝุ่น มีส่วนประกอบสำคัญคือ ทัลคัม หรือ ทัลค์ เป็นแร่หินชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาโม่ให้ละเอียด อบให้แห้ง ผ่านการฆ่าเชื้อโรค แยกสิ่งแปลกปลอมออกมา แล้วอาจมีการเติมสารพิเศษลงไปเพิ่มเติม เช่น สารป้องกันความชื้น สารที่ช่วยทำให้ผิวเย็น สารกันเสีย และสารที่แต่งกลิ่นสังเคราะห์

แป้งฝุ่น อันตรายอย่างไร?
จริงๆ แล้วการใช้แป้งฝุ่นจะไม่ได้ก่อให้เกิดสารตกค้าง แต่สารทัลคัมในแป้งจะไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าหากสูดดมแป้งฝุ่นเข้าไปในปริมาณหนึ่งนานๆ อาจเกิดการสะสมแร่ทัลคัมภายในปอด เซลล์บุผิวปอดอาจจับแป้งเอาไว้เป็นก้อน ทำให้มีอาการระคายเคือง จนอาจมีอาการไอ ระบบหายใจขัดข้อง อึดอัด อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ และในเด็กทารกอาจเสี่ยงปอดอักเสบ ไปจนถึงเนื้องอกในปอด
ส่วนผู้หญิงที่ใช้แป้งในจุดซ่อนเร้น เพื่อลดความอับชื้น หรือกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์นั้น จากการศึกษาย้อนกลับไปจากผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ พบว่ามีพฤติกรรมในการใช้แป้งกับจุดซ่อนเร้นราว 30% หรือผู้ที่ใช้แป้งฝุ่นกับจุดซ่อนเร้นจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งรังไข่ราว 1.8% มากกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย ที่มีความเสี่ยงอยู่ที่ 1.4% สาเหตุมาจากที่สารทัลคัมที่ไม่สามารถย่อยสลายเองได้นั้น หลงเข้าไปในร่างกายของผู้หญิงผ่านช่องคลอด มดลูก หรือท่อนำไข่ จนตกค้างอยู่บริเวณรังไข่ หรือใกล้เคียง

แป้งฝุ่น สาเหตุโรคปอด-มะเร็งรังไข่?
ถึงจะมีงานวิจัยออกมาอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันสารทัลคัมในแป้งฝุ่นก็ยังไม่ถูกประกาศให้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์อย่างชัดเจน เพราะยังไม่มีผลงานวิจัยที่ชัดเจนมากพอ และการใช้แป้งฝุ่นยังไม่ได้ก่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงไปถึงพันธุกรรม ในขณะที่สารก่อมะเร็งอื่นๆ เช่น บุหรี่ แอลกอฮอลล์ รอยไหม้ดำบนเนื้อสัตว์ สามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อสารพันธุกรรมได้ ดังนั้นแป้งฝุ่นยังถือได้ว่าอาจเป็นเพียง “ความเป็นไปได้” ที่จะเป็นสาเหตุของมะเร็งรังไข่ และโรคปอด แต่อาจยังไม่ใช่สารก่อมะเร็งอย่างชัดเจน เพราะโรคปอด และมะเร็งรังไข่ ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอีกมากมายนอกเหนือไปจากนี้
ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จัดผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัว เป็นเครื่องสำอางควบคุมที่อาจเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพอนามัยของผู้บริโภค แต่ไม่เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์เสี่ยงอันตรายที่ต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนเครื่องสำอาง เพียงแต่บนฉลากต้องมีข้อมูลครบ และมีกำหนดห้ามมีส่วนผสมบางอย่าง รวมถึงห้ามมีส่วนผสมบางอย่างเกินกว่ากำหนดอีกด้วย

ดังนั้น เพื่อความสบายใจ และปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับเด็กเล็ก ก็ไม่ควรทาแป้งฝุ่นมากเกินไป หรือนานเกินไป สำหรับผู้ใหญ่อย่างคุณผู้หญิงทั้งหลาย ก็ไม่ควรใช้แป้งฝุ่นในการขจัดความอับชื้นในบริเวณจุดซ่อนเร้นจะดีกว่าค่ะ
ที่มา:sanook